บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

Remembering the Revolution : Behavioralism in American Political Science โดย James Farr ราม โชติคุต แปล สรุปและเรียบเรียงใหม่

Remembering the Revolution : Behavioralism in American Political Science
โดย James Farr
ราม โชติคุต แปล สรุปและเรียบเรียงใหม่

บทความทางรัฐศาสตร์ของเจมส์ ฟาร์ที่มีชื่อว่า Remembering the Revolution :
Behavioralism in American Political Science เป็นการสรุปภาพรวมของปรากฏการณ์การปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ (behavioral revolution) ซึ่งย้อนรอยกลับไปถึงกิจกรรมของบรรดานักพฤติกรรมศาสตร์คนสำคัญในช่วงทศวรรษ ที่ 1950 พร้อมกับปฏิกิริยาที่มีต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวในช่วงทศวรรษที่ 1960 รวมไปถึงบันทึกย่อเกี่ยวกับสภาพการณ์ของรัฐศาสตร์ในยุค’หลังพฤติกรรมศาสตร์’ (post-behavioral political science) โดยฟาร์พยายามดึงเอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงของการปฏิวัติทางวิชาการใน ครั้งนั้น ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลัง ความน่าตื่นเต้น ความหวังรวมถึงสภาวะของการสูญเสียกลับมาทบทวนอีกครั้งในบทความชิ้นนี้

แนว พฤติกรรมศาสตร์ในทางรัฐศาสตร์ ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญาซึ่งมีอิทธิ เหนือภาควิชาสังคมศาสตร์นับตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในแนวคิดที่สำคัญยิ่งของแนวพฤติกรรมศาสตร์ นั่นคือการศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองตามระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ (scientific methodology) ในขณะที่ได้มีการมองว่าการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ ไม่เพียงเป็นปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลง แต่ยังเป็นความเคลื่อนไหว การคัดค้าน การจูงใจ หรือแม้แต่การแสดงอารมณ์อันขุ่นหมองของช่วงเวลานั้น โดยสรุปแล้ว สภาพการณ์ของการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับถ้อยแถลง ที่สำคัญสามประการคือ 1) การวิจัยที่มุ่งเน้นพฤติกรรมทางการเมือง 2) วิธีวิทยาที่เน้นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ และ 3) การส่งสาสน์ถึงระบบพหุนิยมเสรี (Liberal Pluralism) ของสังคมอเมริกัน

ประการ แรก นักพฤติกรรมศาสตร์ประกาศว่าระเบียบวิธีวิจัยในการศึกษาทางรัฐศาสตร์ จะมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมและกลุ่มคน กระบวนการ และระบบซึ่งสามารถอธิบายแบบแผนของพฤติกรรมได้ สภาพการณ์เช่นนี้ได้ก่อให้เกิดคำศัพท์และกรอบแนวคิด (conceptual framework) ในแบบแผนใหม่ นักวิชาการในแนวทางพฤติกรรมศาสตร์ เริ่มโจมตีสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘รัฐศาสตร์ในแบบแผนดั้งเดิม’ (traditional political science) โดยในทัศนะของพวกเขา รัฐศาสตร์ในแบบแผนเช่นนี้ ได้สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับระเบียบแบบแผนต่างๆภายในรัฐ ในรัฐธรรมนูญและในระบบกฎหมาย รวมไปถึงอุดมคติเชิงปทัสถาน (normative ideals) ของบรรดานักทฤษฎีทางการเมืองผู้ยิ่งใหญ่อย่างเพลโต, จอห์น ล็อค, และจอห์น สจ๊วร์ต มิลล์ พวกนักพฤติกรรมศาสตร์ได้โต้แย้งว่า สิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับวิชารัฐศาสตร์ก็คือการหันมาให้ความสำคัญ กับพฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งก็คือสิ่งที่ผู้คนได้กระทำจริงๆ หาใช่เพียงความคิด การอบรมสั่งสอน ข้อเขียนหรือการให้คำมั่นสัญญา โดยนักพฤติกรรมศาสตร์เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์ (human behavioral) เป็นรากฐานที่สำคัญของการเมือง

อย่างไรก็ตาม การหยิบยืมเอาการศึกษาพฤติกรรม ตามแนวทางจิตวิทยาจากนักจิตวิทยาชั้นนำในช่วงศตวรรษที่ 20 มาใช้ในแบบย่อส่วน (reductionist mode) ก็ยังไม่มีความสมบูรณ์นัก ทั้งนี้ เพราะพฤติกรรมทางการเมือง ยังคงมีทัศนคติ การให้ความหมายและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแฝงอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิอาจถูกย่อลงให้เหลือเพียงการเคลื่อนไหวของร่างกาย (bodily movement) หรือพฤติกรรมตามที่เป็น (behavior as such) ที่จำกัดอยู่ในบริบททางกายภาพหรือในทางกลไก
ในการศึกษาของคณะรัฐศาสตร์ ทั่วสหรัฐ คำว่า’กระบวนการ’และ’พฤติกรรม’ ได้กลายเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญสำหรับการศึกษาทางด้านพฤติกรรม คำว่า’ระบบ’ได้ถูกนำเข้ามาแทนที่/สวมรอยคำว่า’รัฐ’ อันมีนัยถึงการศึกษาทางการเมืองในกระแสหลักนับตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 มาจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 และด้วยมโนทัศน์เกี่ยวกับพฤติกรรม กลุ่ม กระบวนการและระบบ ได้ส่งผลให้บรรดานักพฤติกรรมศาสตร์รุ่นใหม่สามารถดำเนินการปฏิวัติต่อการใช้ ภาษาในการศึกษาวิจัยทางรัฐศาสตร์ได้

ประการที่สอง บรรดานักปฏิวัติทางพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบสหวิทยาการ ได้โต้แย้งว่า การศึกษาทางรัฐศาสตร์ จะมีความก้าวหน้าได้ด้วยการประดิษฐ์หรือนำเอาเทคนิกวิธีของการวิจัยในแบบแผน ใหม่มาใช้ เช่นการใช้ข้อมูลจากการทำโพลล์ การสำรวจด้วยแบบสอบถาม การทดลองทางจิตวิทยา การทำสเกลลิ่งเทคนิค และวิธีการทางสถิติ โดยต้องให้ความสำคัญในเชิงปริมาณ (quantification) พร้อมๆกับความเข้าใจในเชิงปรัชญาต่อวิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์ (philosophical understanding of scientific methodology

อย่างไรก็ตาม ในความพยายามที่จะทำให้มีความเป็นประจักษ์นิยม (empirical) และสามารถอรรถาธิบายได้ (explanatory) นั้น จะต้องทำให้ทฤษฎีสำหรับการวิจัยพฤติกรรมปลอดจากค่านิยมและไม่มีอคติ นักพฤติกรรมศาสตร์ได้พยายามชี้ว่า ช่องว่างระหว่างข้อเท็จจริงกับค่านิยมหรือระหว่าง’สิ่งที่เป็น’กับ’สิ่งที่ ควรจะเป็น’นั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้นประเด็นในเชิงปทัสถานอย่างเช่น ‘เสรีภาพ’ ‘ความยุติธรรม’หรือ‘อำนาจหน้าที่’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของการศึกษาทางการเมืองในยุคก่อนวิทยาศาสตร์ ล้วนแล้วแต่เป็นที่เข้าใจในแง่ของการแสดงอารมณ์และความรู้สึก และยังถูกตราตรึงไว้ด้วย ‘วาทกรรมทางอภิปรัชญา’ (metaphysical discourse) อย่างแน่นหนา สิ่งเหล่านี้ในสายตาของนักพฤติกรรมศาสตร์ จึงไม่ควรถูกนำมาใช้ในการศึกษาตามแนวทางวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง

นัก พฤติกรรมศาสตร์อ้างว่าบรรดานักรัฐศาสตร์แนวดั้งเดิมไม่เพียงแต่ศึกษาใน ประเด็นที่ผิดพลาด แต่ยังได้ศึกษาผิดวิธีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพยายามบัญญัติข้อพึงปฏิบัติของการเป็นพลเมืองดีหรือการเป็น รัฐที่เที่ยงธรรม การตีความแนวคิดของบรรดานักปรัชญาในสำนักคลาสสิคเสมือนหนึ่งว่าเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ การพยายามให้คำนิยามใหม่ต่อบรรดางานเขียนอันยิ่งใหญ่ของบุคคลที่ตายไป แล้วอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และการโต้แย้งกันถึงชีวิตที่ดีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนั้น ล้วนแต่มิใช่การศึกษาตามแนวทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในการศึกษาของภาควิชารัฐศาสตร์ก็ตามที นักพฤติกรรมศาสตร์ได้ประกาศเรียกร้องในนามของการศึกษารัฐศาสตร์ตามแนวทาง วิทยาศาสตร์โดยให้มีการละทิ้งฐานคติในยุคก่อนวิทยาศาสตร์ที่มีต่อตัวบท ภาพลวงตาและการเทศนาเหล่านั้นไปเสีย

ประการที่สาม การปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์เป็นการนำสาสน์มาถึงระบบพหุนิยมเสรีในสหรัฐอเมริกา ในการวิจัยที่ทำขึ้นในสหรัฐ โดยเฉพาะการวิจัยเชิงพฤติกรรมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่การเมืองอเมริกัน นักพฤติกรรมศาสตร์ ได้ประกาศถึงการค้นพบ การอธิบาย และการยืนยันต่อ เค้าโครงพื้นฐานของระบบการเมืองแบบพหุนิยมที่มีชีวิตชีวาและเคลื่อนไหวได้ ด้วยค่านิยมแบบเสรี ระบบดังกล่าวนี้ มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ที่การกระทำของปัจเจกบุคคลในแต่ละกลุ่มเพื่อแสดงออก ถึงผลประโยชน์ส่วนรวม แต่ละกลุ่มเหล่านี้ยังได้จำแนกตัวเองไปสู่สังเวียนที่แตกต่างกันไป โดยมุ่งการกระทำเพื่อมีอิทธิพลเหนือพร้อมกับการปรับเปลี่ยนสภาวะให้สามารถ สร้างผลกระทบต่อการปกครองและการจัดสรรอำนาจในรูปแบบของประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) ดังที่เป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกา และในแง่ขององค์รวม ระบบการเมืองแบบพหุนิยมในสหรัฐ ได้ถูกทำให้มีเสถียรภาพโดยชุดของกลุ่มผลประโยชน์ซึ่งมีการทับซ้อนและแข่งขัน กันภายใต้กฏหมาย และไม่ถูกถูกครอบงำโดยรัฐ

หากมองย้อนกลับไปในช่วง ปลายทศวรรษที่ 1940 ถึงปลายทศวรรษที่ 1960 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ 1950 ถ้อยแถลงสามประการดังกล่าวเกี่ยวกับการศึกษาด้านพฤติกรรม แนวทางศึกษาทางวิทยาศาสตร์และการส่งสาสน์ถึงระบบพหุนิยมเสรีดังกล่าว ได้กระตุ้นให้นักรัฐศาสตร์จำนวนมากหันมาร่วมขบวนการเคลื่อนไหวในแนวพฤติกรรม ศาสตร์เพื่อคัดค้านต่อแนวทางรัฐศาสตร์ในกระแสดั้งเดิม พร้อมๆกับยังได้ก่อให้เกิดกระแสการโต้แย้งกันในหมู่นักรัฐศาสตร์แนวพฤติกรรม ศาสตร์เองเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำและการ เมืองอเมริกันกันอย่างหลากหลายและไม่รู้จักจบสิ้น ซึ่งหากมองในแง่ของการอภิปรายทางความคิด อาจกล่าวได้ว่าสภาพการณ์เหล่านี้ ได้แสดงออกถึงความสำเร็จอย่างสูงยิ่งของการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ในช่วงเวลา นั้น

ในช่วงการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ราวทศวรรษที่ 1950 ปรากฏผลงานทางวิชาการที่สำคัญของเดวิด อีสตันคือ The Political System : An Inquiry into the state of Political Science ในปีค.ศ.1953 โดยอีสตัน ได้ตั้งข้อสังเกตว่านับตั้งแต่ยุคสมัยของอาริสโตเติ้ลเป็นต้นมา วิชารัฐศาสตร์ได้กลายเป็นที่รู้จักกันในฐานะ master science และในเวลาต่อมา จอห์น วาห์ลเก้ ได้วิพากษ์วิจารณ์การศึกษาทางรัฐศาสตร์ว่ายังคงอยู่ในยุคของ ‘ก่อนพฤติกรรมศาสตร์’ (pre-behavioral) พร้อมกับพยายามเชื่อมโยงนักปรัชญาการเมืองผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในแง่ของการเป็น ผู้บุกเบิกการศึกษาทางพฤติกรรมศาสตร์โดยเขามองย้อนกลับไปว่า อาริสโตเติ้ลไม่เพียงเป็นนักรัฐศาสตร์คนแรกของโลกตะวันตก แต่เขายังเป็นนักชีววิทยาการเมือง (biopolitical scientist) คนแรกด้วยเช่นกัน ส่วนนักพฤติกรรมศาสตร์ก็พยายามมองความเกี่ยวเนื่องดังกล่าวในความคิดทางการ เมืองของมาควิเอลี ซึ่งเป็นไปในแนวทางสัจนิยม (realism) และโธมัส ฮอบบ์ที่ใช้หลักฐานสนับสนุนคำอธิบายและการอนุมานตามแนวทางจิตวิทยา

ใน แง่นี้ นักปรัชญาการเมืองคนสำคัญคือเดวิด ฮูม ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มการศึกษาอันเป็นการปิดทางมาสู่ แนวพฤติกรรมศาสตร์ (precursor of the behavioral science) จากความพยายามที่จะย่อส่วนการศึกษาทางการเมืองให้กลายเป็นการศึกษาทางวิทยา ศาสตร์ นักพฤติกรรมศาสตร์ยังได้ยกย่องเบนแฮม ,มิลล์ หรือแม้แต่เฮลเวติอุส, คอนเดอร์เซต, ดิเดโรต์และมองเตสกิเออ รวมไปถึงคอมเต้, มาร์กและสเปนเซอร์ ในความพยายามในลักษณะเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่าแรงจูงใจที่สำคัญของการศึกษาเชิงพฤติกรรม ซึ่งแสดงออกในแบบแผนของการวิเคราะห์แผนใหม่ มีเป้าประสงค์ก็เพื่อสนองตอบต่อความพยายามในการค้นหาความรู้ทางรัฐศาสตร์ ที่ริเริ่มไว้โดยนักทฤษฎีการเมืองยุคคลาสสิคนั่นเอง บุคคลสำคัญสองคนที่กลายเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ของสหรัฐใน ช่วงทศวรรษที่ 1940 และต้นทศวรรษที่ 1950 ซึ่งน่ารำลึกถึงอย่างยิ่งคือ อาร์เธอร์ เบนต์ลีย์และชาร์ล เมอเรียม แนวคิดว่าด้วยรัฐบาลในผลงานวิชาการ The Process of Government ในปีค.ศ.1908 ของเบนต์ลีย์ ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่โดยนักพฤติกรรมศาสตร์ช่วงทศวรรษที่ 50 โดยสาระสำคัญคือการให้นิยามว่ารัฐบาลคือกระบวนการจัดสรรผลประโยชน์ของกลุ่ม ต่างๆที่แตกต่างกันในสังคมหรือในระบบการเมือง โดยผลงานวิชาการชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อีกครั้งในช่วงปีค.ศ.1949 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคเริ่มต้นของการศึกษาการเมืองแนวพฤติกรรม ศาสตร์ยุคใหม่อย่างแท้จริง ในฐานะที่ผลงานวิชาการดังกล่าวเป็นสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าถึงสภาพการณ์ที่ไม่ เพียงแต่เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการศึกษาทางการเมือง แต่ยังเป็นสิ่งที่ถูกใช้ในการเมืองภาคปฏิบัติอีกด้วย

เช่นเดียวกันชา ร์ล เมอเรียม ก็ถือเป็นอีกบุคคลที่น่าจดจำสำหรับการเคลื่อนไหวทางวิชาการในช่วงปลายยุค ก่อนปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ โดยนักพฤติกรรมศาสตร์พบว่า ความพยายามของเมอเรียมทั้งในแง่ของภูมิปัญญาและผ่านทางสถาบัน เป็นการเบิกหนทางไปสู่การปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ในช่วงทศวรรษที่ 1950 โดยเฉพาะจากงานเขียนประเภทความเรียงเกี่ยวกับการวิจัยทางรัฐศาสตร์จำนวนมาก ของเขา ที่ให้ความสำคัญกับจิตวิทยาและสหวิทยาการของวิชการสายต่างในทางสังคมศาสตร์ และนักพฤติกรรมศาสตร์ยังมองถึงช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งเมื่องานเขียนของเม อเรียมถูกรวรวมเข้าไว้ด้วยกันใน New Aspect of Politics ซึ่งไม่เป็นเพียงผลงานที่ล้วนแสดงออกถึงความสดใหม่และแนวโน้มของความก้าว หน้าในการศึกษาทางรัฐศาสตร์ เมอเรียมยังได้แยกแยะข้อแตกต่างระหว่างรัฐศาสตร์แผนใหม่ในฐานะการศึกษา พฤติกรรมทางการเมืองในบริบทที่ขัดแย้งกับการศึกษาตามแบบแผนเดิม โดยบ่งชี้วา ในอนาคตจะมีแง่มุมใหม่ในการศึกษาทางรัฐศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับการมอง พฤติกรรมทางการเมืองว่าเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญสำหรับการตรวจสอบและศึกษา เมอเรียมยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่แห่ง ประวัติศาสตร์อเมริกัน โดยเฉพาะจากบทบาทในการก่อตั้งสถาบันด้านการศึกษาทางสังคมศาสตร์ที่สำคัญหลาย แห่ง และที่สำคัญอย่างยิ่ง ณ มหาวิทยาลัยแห่งนครชิคาโก เขาได้เน้นย้ำความสำคัญของการศึกษาในแบบสหวิทยาการ พร้อมกับแสวงหาทุนสำหรับการดำเนินงานและจัดตั้งภาควิชาที่ประกอบไปด้วยนัก รัฐศาสตร์ที่มีความคิดสร้างสรรภายใต้กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘The Chicago School’

สมาชิกรุ่นใหม่ของ ‘The Chicago School’ ได้กลายเป็นแกนนำสำคัญในการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ในช่วงทศวรรษที่ 1950 โดยพวกเขาได้สานต่อความเชื่อของเบนต์ลีย์และเมอเรียมที่ว่า การศึกษาการเมืองในแนวทางดั้งเดิมได้หมดกำลังลงไปแล้วจากปัญหาทั้งในทาง ทฤษฏีและการปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงทั้งการเมืองและสังคมอย่างใหญ่หลวง ทั้งการเกิดขึ้นของลัทธิฟาสซิสต์ คอมมิวนิสต์และสงครามโลกครั้งที่สองล้วนแล้วแต่ช่วยตอกย้ำความเชื่อของนัก วิชาการทั้งสองคนดังกล่าวนี้ ซึ่งโรเบิร์ต ดาห์ล ได้ชี้ให็เห็นว่า เป็นสภาพการณ์ที่แสดงถึงความไม่เพียงพอของแนวทางการศึกษาทางรัฐศาสตร์ตามแบบ แผน ที่จะนำมาใช้ในการอธิบายสภาพความเป็นจริง

หลังสิ้นสงครามโลก ครั้งที่สอง สภาพการณ์ทางการเมืองตกอยู่ในยุคสงครามเย็น ซึ่งก็ยิ่งเป็นการช่วยสนับสนุนบทบาทของสังคมศาสตร์แนวพฤติกรรมอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะเมื่อวิลเลียม อ๊อกเบิร์น นักสังคมวิทยากล่าวต่อที่ประชุมวุฒิสภาสหรัฐว่า สังคมศาสตร์แนวพฤติกรรมจะสามารถนำมาช่วยในกิจการด้านกลาโหมแห่งชาติได้ แต่ศาสตร์ดังกล่าวจะต้องเป็นไปในรูปแบบของวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง นั่นคือการปลอดจากค่านิยมและมีความเป็นกลางทางจริยธรรม เพื่อให้การตรวจสอบและศึกษามีความเป็นกลางมากที่สุด (dispassionate inquiry)

แนวคิดที่สำคัญของรัฐศาสตร์แนวพฤติกรรมศาสตร์ ได้รับการยอมรับอย่างสูงยิ่งเมื่อบรรดาแกนนำคนสำคัญของการปฏิวัติพฤติกรรม ศาสตร์เข้าไปทำหน้าที่บริหารในคณะกรรมการว่าด้วยการศึกษาพฤติกรรมทางการ เมืองของสภาวิจัยสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะการปรากฏผลงานทางวิชาการหลากหลายชิ้น พร้อมด้วยการประชุมสัมมนาจำนวนมาก ปีค.ศ.1951 อาจกล่าวได้ว่าเป็นปีสำคัญยิ่งสำหรับการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ เมื่อเดวิด ทรูแมน เจ้าของงานวิชาการ Governmental Process และประธานคณะกรรมการได้ริเริ่มให้มีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดสำหรับนักศึกษาภาควิชาการเมืองในแนวพฤติกรรม ศาสตร์ ทรูแมนอ้างว่า การวิจัยดังกล่าว เป็นพัฒนาการของการนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในกระบวนการทางการเมือง โดยมีฐานสำคัญอยู่ที่หลักฐานที่เป็นระบบระเบียบ สมมุติฐานที่มีความเข้มงวด เทคนิควิธีเชิงปริมาณ ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการสั่งสม และการผสานการศึกษาแบบสหวิทยาการ โดยเหตุผลที่สำคัญสำหรับการตรวจสอบพฤติกรรมทางการเมืองใดๆ ก็คือการค้นหารูปแบบที่เหมือนกัน (uniformities) และผลที่ติดตามมา ทั้งนี้เพื่อคงไว้ซึ่งหรือให้เกิดพัฒนาการของระบบอันพึงปรารถนาสำหรับค่า นิยมทางการเมือง

ช่วงทศวรรษระหว่างค.ศ.1951 ถึง 1961 การเน้นย้ำที่สำคัญของการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์สามประการคือ การให้ความสำคัญกับการศึกษาพฤติกรรม เน้นวิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์และการนำสาสน์มาสู่สังคมพหุนยิมเสรีของสหรัฐ ได้เพิ่มกระแสสูงยิ่งในสาขาวิชา ปีค.ศ.1953 เดวิด อีสตัน ได้ประกาศแถลงการณ์สำคัญไว้ใน The Political System ว่านับจากนี้ไปวิชารัฐศาสตร์จะมีความเป็นทฤษฎีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จากการใช้ข้อมูลของสภาพความเป็นจริงและข้อมูลด้านพฤติกรรม และจะสามารถเป็นตัวแบบตามข้อสันนิษฐานในเชิงวิธีวิทยาของวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติได้ อีสตันให้ความสำคัญกับการวิจัยภายใต้แนวคิดในเรื่องของ’ระบบ’ พร้อมๆกับนิยามความหมายของ’การเมือง’ว่าเป็น’การใช้อำนาจหน้าที่ในการจัดสรร คุณค่า’ โดยนิยามของอีสตันดังกล่าวนี้ เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในแวดวงวิชาการในขณะที่การศึกษาในแนว’วิเคราะห์ ระบบ’ก็ช่วยอีสตันและนักรัฐศาสตร์ในแนวพฤติกรรมศาสตร์ได้รับการยอมรับ อย่างกว้างขวางติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี

ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 เป็นช่วงเวลาที่แนวพฤติกรรมศาสตร์ถูกโจมตีอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องไปจนถึง ทศวรรษที่ 1970 โดยเป็นการวิพากษ์จากกลุ่มนักวิชาการที่อ้างตัวเองว่าเป็นฝ่าย’แบบแผนนิยม’ (traditionalist) พร้อมๆกับกลุ่มหัวปฏิรูปและกลุ่มหัวรุนแรง ซึ่งเห็นตรงกันว่าการศึกษาแนวพฤติกรรมศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเกี่ยวกับ การถือครองอำนาจและการมีอภิสิทธิ์ในสังคมพหุนิยมของสหรัฐ ถ้อยแถลงทุกประการของแนวพฤติกรรมศาสตร์ล้วนถูกโจมตีอย่างถ้วนหน้า แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมได้ถูกวิพากษ์ว่าเป็น ’การกระทำ’ ‘คุณค่า’ ‘ความหมาย’ และ ’การเมือง’ ที่ถูกลดคุณค่าลง แนวพฤติกรรมศาสตร์ได้ถูกโจมตีในแง่ที่เป็นการศึกษาแผ่ขยายออกจนครอบคลุม ปัจจัยหลากหลายประการ จนทำให้การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์แตกแยกย่อยออกไปเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือการพยายามที่จะทำให้งานวิจัยเหล่านี้ แตกต่างไปจากแนวทางของรัฐศาสตร์ตามแบบแผนดั้งเดิมที่มุ่งเน้นการศึกษาในเชิง สถาบัน อุดมการณ์และแบบแผนของกฎหมาย จุดนี้ได้ถูกโจมตีว่าทำให้การวิจัยแนวพฤติกรรมศาสตร์ไม่มีความสอดคล้องและ เชื่อมโยงกัน

ประเด็นสำคัญอีกประการที่แนวพฤติกรรมศาสตร์ถูกโจมตี อยู่บ่อยครั้งก็คือการนำเอาแบบแผนของศาสตร์ตามแนวทาง’ปฏิฐานนิยม’ (positivist) ซึ่งเชื่อว่าความรู้สูงสุดย่อมได้มาจากประสาทสัมผัสมาใช้ โดยเฉพาะแนวคิดของแนวพฤติกรรมศาสตร์ที่เชื่อว่าสามารถค้นพบกฏแห่งชีวิตทาง การเมืองทั่วไปซึ่งสามารถนำไปอธิบายได้ในทุกวัฒนธรรมการเมือง ในขณะที่ข้ออ้างที่ว่ารัฐศาสตร์จะสามารถอธิบายโลกของการเมืองโดยปลอดจากค่า นิยมหรือพยายามให้เป็นกลางทางค่านิยมมากที่สุดนั้น เป็นจุดอ่อนของแนวพฤติกรรมศาสตร์ที่ถูกนำมาโจมตีมากที่สุด นักวิพากษ์หลายคนมองว่าความพยายามดังกล่าว ได้รับการชี้นำในทางที่ผิดหรือเป็นการค้นหาที่ไม่อาจเป็นไปได้ ในขณะที่อีกหลายคนเชื่อว่าความพยายามเช่นนี้ขัดแย้งกับความต้องการทางหลัก วิชารัฐศาสตร์ที่จะให้สอดคล้องกับนโยบายทางการเมือง

แนวพฤติกรรม ศาสตร์ ยังถูกวิพากษ์ว่าพยายามสร้างสภาพการณ์ของ’การเมืองที่มิใช่การเมือง’ (an apolitical politic) โดยผ่านปริมณฑลของวิธีวิทยาของแนวพฤติกรรมศาสตร์เอง และความพยายามอันไร้ผลของการแสวงหาความเป็นกลางที่ปลอดค่านิยม การศึกษาการเมืองตามแนวทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการศึกษากลุ่ม จิตวิทยาและการบริหารที่พบได้จากผลงานของเบนต์ลีย์ ,ลาสส์เวลล์และไซมอน ได้กลายเป็นเป้าของการโจมตีอย่างหนักหน่วง ลีโอ สเตราส์ นักวิพากษ์คนสำคัญของรัฐศาสตร์อเมริกัน ได้หยามแนวพฤติกรรมศาสตร์อย่างร้ายแรงด้วยถ้อยคำเปรียบเปรยและเหน็บแนมอย่าง เจ็บแสบว่า ดูราวกับว่านักพฤติกรรมศาสตร์นั้นมัวแต่สีสอในขณะที่กรุงโรมกำลังลุกไหม้ เป็นไฟ ซึ่งอาจมองได้สองนัยคือ ประการแรกพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่ากำลังสีสออยู่ ในขณะที่ก็ไม่รู้ด้วยเช่นกันว่า กรุงโรมกำลังถูกเผาไหม้

ยิ่งไปกว่า นั้นเสตราส์ยังโจมตีแนวพฤติกรรมศาสตร์ว่า ได้สะท้อนความโน้มเอียงที่เป็นอันตรายของระบอบประชาธิปไตยให้ปรากฏออกมา ในขณะที่อีกหลายคนมองว่าแนวพฤติกรรมศาสตร์ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ที่ว่า แนวพฤติกรรมศาสตร์เป็นผลผลิตโดยตรงจาก’อคติของระบบพหุนิยม’ (the bias of pluralism) ในขณะที่นักรัฐศาสตร์ในแนวพหุนิยมก็ได้ถูกโจมตีว่า ไม่สามารถมองเห็นถึง ความแตกต่างของอำนาจในหมู่ปัจเจกชนและกลุ่มผลประโยชน์เช่นเดียวกับความเป็น จริงอันเลวร้ายของระบบการเมือง ซึ่งกีดกันพลเมืองจำนวนมากไปจากการแสดงออกซึ่งผลประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการที่พลเมืองเหล่านี้ ไม่ได้มีส่วนร่วมในประชาคมการเมืองนั่นเอง

ต่อ ข้อวิพากษ์เหล่านี้ บรรดานักพฤติกรรมศาสตร์ทั้งหลาย ได้ดำเนินการตอบโต้กลับในหลายรูปแบบ วิธีการหนึ่งที่ดูจะง่ายดายที่สุดก็คือ การหันกลับไปเน้นจุดยืนและโจมตีการตรวจสอบทางการเมืองในแบบดั้งเดิมหรือ ประกาศจุดยืนใหม่เพื่อต่อต้านพวกนักวิพากษ์หัวรุนแรงและกลุ่มปฏิรูป ส่วนอีกหนทางก็คือ การอ้างว่าแรงจูงใจทางพฤติกรรมในทางการเมืองได้กลายเป็นวิถีทางของชีวิตที่ มีการจัดตั้งอย่างเป็นแบบแผนในหลักวิชาการแล้ว ในขณะที่การตอบโต้อีกประการของนักพฤติกรรมศาสตร์ก็คือ การหันมาสร้างคุณภาพหรือปรับปรุงแก้ไขการศึกษาแนวทางการศึกษาของตัวเอง

สอง เหตุการณ์สำคัญซึ่งสั่นคลอนความชอบธรรมของแนวพฤติกรรมมากที่สุด มิใช่เกิดขึ้นจากภายในแวดวงวิชาการแต่กลับเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายนอก นั่นคือการเกิดเหตุการณ์จลาจลในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 และการประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามครั้งยิ่งใหญ่ในสหรัฐช่วงปลายทศวรรษ เดียวกันนั้น ทั้งสองเหตุการณ์ไม่เพียงเป็นการแสดงออกถึงความเปราะบางของระบบค่านิยมใน สังคมพหุนิยมเสรีของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายข้ออ้างของแนวพฤติกรรมศาสตร์เกี่ยวกับความสามารถในการอ รรถาธิยายและคาดการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองอย่างแม่นยำได้ ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มนักรัฐศาสตร์ที่ต่อต้านแนวพฤติกรรมศาสตร์ยังได้รวมตัวกันเป็น’พลพรรค เพื่อรัฐศาสตร์แผนใหม่’ (Caucus for a New Political Science) ในปีค.ศ.1976 เพื่อท้าทายสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกันหรือเอพีเอสเอ อันเป็นสถาบันที่สำคัญของกลุ่มนักรัฐศาสตร์แนวพฤติกรรมศาสตร์ โดยมีจุดยืนที่จะศึกษาหาคำอธิบายในเชิงวิพากษ์ให้กับสิ่งที่เอพีเอสเอไม่ สามารถตอบคำถามได้

เหตุการณ์สำคัญอีกครั้งในช่วงสิ้นทศวรรษที่ 1960 สำหรับการศึกษาแนวพฤติกรรมศาสตร์คือการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเอพีเอสเอของเด วิด อีสตัน ซึ่งประกาศถึงการปฏิวัติครั้งใหม่ในภาควิชารัฐศาสตร์ของอเมริกัน หลังจากการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ซึ่งอีสตันเรียกว่าเป็น’การปฏิวัติหลังพฤติกรรมศาสตร์’ (post-behavioralism) อันเป็นภาวะของการท้าทายจากวิกฤตการณ์ทางสังคมที่มีต่อการศึกษาแนวพฤติกรรม ศาสตร์ อีสตันยอมรับถึงความล้มเหลวของแนวพฤติกรรมศาสตร์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในแง่ของการอิงกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติแบบปฏิฐานนิยม ใหม่อย่างหนักแน่นด้วยการย้ำถึงการศึกษาแบบปลอดค่านิยม สภาพการณ์เช่นนี้ ส่งผลให้แนวพฤติกรรมศาสตร์ละเลยต่อความรับผิดชอบต่อสังคมและการสนับสนุนทาง วิชาการต่อนโยบายสาธารณะ แนวพฤติกรรมศาสตร์ไม่สามารถคาดการณ์ถึงวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมกับประสบความล้มเหลวในการตีความตามแบบพหุนิยมของระบอบประชาธิปไตยที่ เป็นอยู่ในสหรัฐด้วยเช่นกัน

แนวหลังพฤติกรรมศาสตร์ได้ตั้งความคาด หวังไว้ถึง’การบัญญัติกฏเกณฑ์’ (credo of relevant) สำหรับภาควิชาในเชิงสร้างสรรมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับการเสริมมิติทางด้านจริยธรรมเข้าไปในบริบทของการวิจัยทางรัฐศาสตร์ รวมไปถึงการยึดถือแนวทาง’หลังปฏิฐานนิยม’ (postpositivist) ในแง่ของการเป็นศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แนวหลังพฤติกรรมศาสตร์กลับไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆขึ้นได้ ในสาขาวิชารัฐศาสตร์อเมริกัน พร้อมๆกับมิได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเข้าร่วมหรือปลุกกระแสการท้าทาย ใดๆขึ้นมาได้ ที่สำคัญการปฏิวัติหลังพฤติกรรมศาสตร์ได้ถูกลดสถานะลงให้เป็นเพียงการปฏิรูป โดยตัวอีสตันเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการโต้แย้งที่ไม่จำเป็นเท่านั้น

อาจกล่าว ไว้เป็นการชั่วคราวได้ว่า วิชาการด้านรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์แต่เพียงใน นามเท่านั้น เพราะมิได้มีการแสดงออกถึงการเป็นองค์กรหรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาใดๆ ที่แสดงออกถึงแความเป็ ‘หลังพฤติกรรมศาสตร์’ อย่างแท้จริง ในขณะที่ตามสภาพความเป็นจริงการศึกษาทางรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นเพียงยุค’หลัง จาก’ยุคพฤติกรรมศาสตร์ (after-behaviouralism)เท่านั้น กาเบรียล อัลมอนด์ ได้สะท้อนถึงสภาพการณ์ของการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ในยุคสมัยนี้ว่าได้ถูกแบ่ง แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ในขณะที่นักรัฐศาสตร์โดยรวมเองก็มองว่าวิชารัฐศาสตร์ได้เกิดการแตกออกเป็น เสี่ยงๆโดยปราศจากแกนกลางใดๆ ใน Divided Knowledge อีสตันชี้ให้เห็นว่า วิธีวิจัยทางรัฐศาสตร์ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นหลากหลายแนวทาง ในขณะที่การศึกษาวิชารัฐศาสตร์ดูเหมือนจะกำลังสูญเสียเป้าประสงค์ไป ผิดกับยุคสมัยปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์ที่วิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเสมือน อัศวินขี่ม้าขาว ในขณะที่ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏว่ามีแนวความคิดใดที่สามารถเป็นแนวคิดหลักได้

โดยสรุป ประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำในช่วงท้ายสุดนี้ ก็คือ ความสนใจของนักรัฐศาสตร์ในยุคปัจจุบันที่มีต่อการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์และ ความเคลื่อนไหวของนักพฤติกรรมศาสตร์ มิได้กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแต่อย่างใด การทำความเข้าใจถึงยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจโดยอ้างอิงถึงยุคสมัยของพฤติกรรม ศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่ายังคงเปิดกว้างสำหรับการตีความออกไปได้หลากรูปแบบ การทำความเข้าใจต่อการปฏิวัติพฤติกรรมศาสตร์จึงมีความสำคัญสำหรับการค้นหา เอกลักษ์ (identity) ของเรา(ชาวรัฐศาสตร์)ในยุคปัจจุบันและในอนาคตกาล.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น