บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

จากเฮติถึงญี่ปุ่น Google Person Finder ‘พระเอกตัวจริง’ แห่งช่วงภัยพิบัติ

จากเฮติถึงญี่ปุ่น Google Person Finder ‘พระเอกตัวจริง’ แห่งช่วงภัยพิบัติ

“ราชาแห่งอินเทอร์เน็ต” อย่างกูเกิลนั้นมีชื่อเสียงเรื่องการอนุญาตให้พนักงานใช้เวลางาน 20% ทำโครงการส่วนตัวที่ตัวเองสนใจได้อย่างอิสระ ซึ่งส่งผลให้เกิดความสร้างสรรค์ขึ้นในองค์กร (มองในแง่การบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ นี่อาจเป็นเทคนิคอีกแบบในการ “ลดลำดับชั้น” ของสายงาน เพื่อให้บริษัทคล่องตัวขึ้น) และหลายครั้ง งานอดิเรกหรือโครงการทดลองที่ใช้เวลา 20% เหล่านี้ก็พัฒนากลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ของกูเกิล ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Gmail
หลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศเฮติในช่วงต้นปี 2010 วิศวกรของกูเกิลกลุ่มหนึ่งก็ใช้เวลา 20% อันนี้สร้างซอฟต์แวร์สำหรับ “รวบรวมข้อมูลคนหาย” ให้เป็นหลักเป็นแหล่ง โดยทำงานอยู่บนคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลที่มีอยู่แล้ว  ซอฟต์แวร์ตัวนี้มีชื่อว่า Google Person Finder

หน้าตาเรียบง่ายของ Google Person Finder ฉบับประเทศญี่ปุ่น
พนักงานของกูเกิลใช้วิธีทำงานติดต่อกัน 12 ชั่วโมง ก่อนนอนก็จะส่งงานต่อให้พนักงานกูเกิลที่อยู่ในเขตเวลาอื่นๆ ของโลก งานนี้กูเกิลใช้เวลาเพียง 72 ชั่วโมงสร้าง Google Person Finder ขึ้นมาได้สำเร็จ ทีมวิศวกรที่สร้างมันขึ้นมาอาศัยอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทั้งสำนักงานใหญ่ที่แคลิฟอร์เนีย, นิวยอร์ก, อิสราเอล, ดับลิน, ซูริค และบังกะลอร์ โดยมีหัวหน้าทีมคือ Prem Ramaswami วิศวกรและผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของกูเกิล
เจ้าของไอเดียนี้คือ Ka-Ping Yee วิศวกรของ Google.org (หน่วยงานด้านการกุศลของกูเกิล) ซึ่งเขาเคยมีประสบการณ์เป็นอาสาสมัครในวิกฤตเฮอริเคน “คาตรีนา” (Katrina) เมื่อปี 2005 ตอนนั้นเขาพบปัญหาว่าเว็บไซต์หลายแห่งสร้างระบบลงทะเบียนคนหาย-ค้นหาคนหาย เพื่อรองรับผู้ประสบภัยจากเฮอริเคน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาฐานข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่เป็นระบบเดียวกัน การตามหาคนหายจึงทำได้ยาก ต้องไล่ค้นไปทีละเว็บเพื่อดูว่ามีข้อมูลของคนที่เราต้องการหรือไม่
หลังจากนั้น Ka-Ping Yee จึงพัฒนามาตรฐานข้อมูลกลางสำหรับการตามหาคนหายชื่อ People Finder Interchange Format  หรือ PFIF และเข้ามาร่วมงานกับกูเกิลในเวลาต่อมา เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่เฮติ จึงเป็นโอกาสของเขาในการดึงพลังและทรัพยากรของกูเกิลมาสร้างเป็นระบบ Google Person Finder ได้สำเร็จ ระบบของกูเกิลจึงสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับองค์กรอื่นๆ ได้ และภายหลังกูเกิลเองก็สร้างความร่วมมือกับองค์กรด้านมนุษยธรรมอย่างกาชาด สากล (Red Cross) และสื่อใหญ่อย่าง CNN ซึ่งมีฐานข้อมูลคนหายของตัวเองเช่นกัน
หลังวิกฤตเฮติคลี่คลาย Prem Ramaswami นำทีมวิศวกรของกูเกิลลงพื้นที่เฮติเพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่จริง และนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับปรุงระบบของ Google Person Finder หลังกลับจากเฮติ เขาเข้าพบ Larry Page และ Sergey Brin สองผู้ก่อตั้งบริษัทเพื่อขอตั้งทีมพิเศษสำหรับช่วยเหลือภัยพิบัติ ซึ่งผู้ก่อตั้งทั้งสองก็เต็มใจที่จะตั้งทีม Google Crises Response ที่มีวิศวกรเต็มเวลาของตัวเอง
เว็บไซต์ของ Google Crises Response Team
Google Crises Response Team มีผลงานช่วยสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสารในช่วงภัยพิบัติใหญ่ของโลกหลายครั้ง (ดูรายชื่อทั้งหมดได้จาก Response Efforts ) ส่วน Google Person Finder ก็มีบทบาทสำคัญในภัยธรรมชาติทั้งหมด 5 ครั้งในรอบ 2 ปี ได้แก่
  • แผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ เดือนมกราคม 2010
  • แผ่นดินไหวที่ประเทศชิลี เดือนกุมภาพันธ์ 2010
  • น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ปากีสถาน เดือนกรกฎาคม 2010
  • แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ เดือนกุมภาพันธ์ 2011
  • แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น เดือนมีนาคม 2011
(หมายเหตุ: Google Person Finder ของปี 2010 ได้หยุดให้บริการไปแล้ว โดยกูเกิลได้ยกข้อมูลให้กาชาดสากลไปดำเนินการต่อ ผู้ที่สนใจดูหน้าตาของ Google Person Finder อาจลองดูรุ่นที่ใช้สำหรับแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นประกอบ)
ตลอดช่วง 2 ปีมานี้ ทีมงานวิศวกรของกูเกิลได้ปรับปรุงความสามารถของ Google Person Finder มาเรื่อยๆ โดยรุ่นล่าสุดที่ใช้กับแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้เพิ่มระบบการแจ้ง สแปมและการลบข้อความที่เป็นสแปมเข้ามา นอกจากนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนคนหายทางอีเมลเมื่อมีคนที่ใส่ข้อมูลของบุคคล นั้นๆ
ระยะเวลานับจากเหตุการณ์ภัยพิบัติจนถึง Google Person Finder พร้อมทำงาน (crisis response time) ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ในรุ่นแรกสุดที่ประเทศเฮติ กูเกิลใช้เวลา 72 ชั่วโมง ซึงระยะเวลานี้ลดลงเรื่อยๆ ลงมาเหลือ 1 วันในเหตุการณ์ที่ชิลี, 3 ชั่วโมงที่นิวซีแลนด์ และ 1 ชั่วโมงที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง Prem Ramaswami อธิบายว่าครึ่งชั่วโมงแรกหมดไปกับการตรวจสอบว่าพนักงานของกูเกิลที่โตเกียว นั้นปลอดภัย ส่วนครึ่งชั่วโมงหลังเป็นเวลาทำงานจริงๆ
กูเกิลยังเปิดรับการพัฒนาจากบุคคลภายนอก โดยแจกซอร์สโค้ดของ Google Person Finder ไว้บนอินเทอร์เน็ต และเชิญชวนให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์จากทั่วโลกมาช่วยกันพัฒนาหรือนำ Google Person Finder ไปใช้งานต่อได้
การอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกลายเป็นข้อดีของ Google Person Finder ในวิกฤตแผ่นดินไหวเมืองไครเชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งประชากรมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูง และระบบการสื่อสารอื่นๆ อย่าง SMS และโทรศัพท์มือถือใช้งานไม่ได้ทันทีหลังภัยพิบัติ ประชากรนิวซีแลนด์จึงหันมาใช้ Google Person Finder ผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อเช็คข้อมูลว่าคนรู้จักของตัวเองยังปลอดภัยดีหรือไม่ ในเหตุการณ์ที่นิวซีแลนด์ กูเกิลยังจับมือกับ Twitter เพื่อกระจายข้อมูลคนหายออกไปให้มากขึ้น ผลก็คือมีข้อมูลบุคคลมากกว่า 3,000 รายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และสื่อนิวซีแลนด์เองก็เรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือชิ้นนี้
อย่างไรก็ตาม Google Person Finder ก็มีวันที่ล้มเหลว โดยเหตุการณ์น้ำท่วมที่ปากีสถาน ประชากรในพื้นที่ประสบภัยไม่มีอินเทอร์เน็ตอยู่ก่อนแล้ว การใช้งาน Google Person Finder จึงไม่เยอะนัก ซึ่งทีม Google Crises Response ก็เตรียมแก้ปัญหานี้ต่อไปในอนาคต โดยเรียนรู้จากองค์กรด้านรับมือกับภัยพิบัติมืออาชีพ
ภาพถ่ายรายชื่อผู้อพยพที่ถูกโพสต์ใน Picasa ให้อาสาสมัครมาอ่านรายชื่อต่อ
ในเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่น กูเกิลยังพัฒนาไปอีกขั้นโดยนำบริการรับฝากรูปภาพ Picasa ของตัวเอง เป็นศูนย์กลางรวบรวม “ภาพถ่าย” รายชื่อผู้ประสบภัยที่อาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น จากนั้นจะมีอาสาสมัครช่วยกันอ่านข้อความจากภาพถ่ายแล้วโพสต์ข้อมูลลง Google Person Finder ในภายหลัง ช่วยให้คนที่มีเพียงโทรศัพท์มือถือหรือกล้องถ่ายรูป สามารถถ่ายภาพ ณ ศูนย์อพยพแล้วส่งเข้ามายังระบบของกูเกิลโดยไม่ต้องหาคอมพิวเตอร์หรืออิน เทอร์เน็ตมาโพสต์ข้อมูลเอง
Google Person Finder ประสบความสำเร็จอย่างสูงในวิกฤตที่ญี่ปุ่น มีผู้เข้าชมเว็บไซต์กว่า 30 ล้านครั้งใน 48 ชั่วโมงแรก (ปัญหาเรื่องเว็บล่มกลายเป็นเรื่องเล็ก เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของกูเกิลพร้อมอยู่แล้ว) และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสื่อญี่ปุ่นอย่าง NHK และสำนักข่าว Asahi
Google Person Finder ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำทรัพยากรบุคคล ความรู้ ระบบเซิร์ฟเวอร์ ที่มีอยู่แล้ว (และใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่นัก) ขององค์กรธุรกิจอย่างกูเกิล มาตอบโจทย์ต่อสังคมในช่วงเวลาที่เหมาะสม และไม่ซ้อนทับกับงานที่มีคนทำอยู่แล้ว เป็นการทำ CSR ที่ประสบความสำเร็จโดยที่องค์กรเองอาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ!
ข้อมูลบางส่วนจาก CNN และ LA Times

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น