บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

อ่านแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจาก IMF

อ่านแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจาก IMF

โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม


กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำปี 2554 ล่าสุดออกมาเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 54 ผมคิดว่าน่าสนใจเลยนำมาสรุปและวิเคราะห์ต่อดังนี้
1) IMF ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าขยายตัวแข็งแกร่งคือในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.4 % และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.5 % ผมมีความเห็นว่า การที่เศรษฐกิจโลกหลังพ้นวิกฤติในปี 2551 ไม่กี่ปีสามารถขยายตัวต่อเนื่อง 2 ปีในระดับที่เหนือกว่า 4 % ต่อปีซึ่งเป็นระดับการขยายตัวที่สูงมากก่อนวิกฤตินั้นเป็นการบอกว่าสิ่งที่ รัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งมาตรการการเงินและการคลังอย่าง เต็มที่รวมทั้งชักชวนประเทศต่างๆให้ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมๆกันนั้น ได้ผล กล่าวคือ เศรษฐกิจทั่วโลกรอดพ้นจากหายนะมาได้แม้จะแลกมาด้วยต้นทุนทางการคลังที่สูง ยิ่งก็ตามแต่การปล่อยให้สถาบันการเงินล้มเป็นทอดๆโดยไม่เข้ามาแทรกแซงและไม่ ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลคือเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่หายนะในระดับเดียวกับปี ค.ศ. 1929
ในแง่นี้ผมคิดว่ามาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 ถือว่าคุ้มค่ามาก



2) การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในอัตราที่สูงที่ว่านี้ เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วเช่นสหรัฐ ยุโรป กำลังเผชิญปัญหาการว่างงานในอัตราที่สูงอยู่ แสดงชัดเจนว่าหัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนเป็นประเทศกำลัง พัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว
โดยแถวหน้าของหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกปัจจุบันคือประเทศกลุ่ม BRICs ได้แก่ บราซิล จีน อินเดียและรัสเซีย โดยเฉพาะจีนนั้นถือเป็นหัวจักรขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด
ผมคิดว่าต่อจากนี้ไป การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของจีนจะมีผลกระทบต่อทั่วโลกใน ทุกๆด้าน จำเป็นที่ภาครัฐและเอกชนของไทย จะต้องมีข้อมูลสารสนเทศของประเทศจีนที่ลงลึกถึงระดับมณฑลให้เร็วที่สุดและ ต้องทราบถึงกลุ่มผู้นำทางการเมืองของจีนที่ถัดจากรองประธานาธิบดี นายสี จิ้นผิง จะเป็นใครหรือกลุ่มใด เพื่อประเมินความสามารถและแนวนโยบายรวมทั้งจุดเด่นของกลุ่มผู้นำรุ่นดัง กล่าว
ในขณะที่เฉพาะหน้า จะต้องจับตาเรื่องหนี้เสียของธนาคารจีนซึ่งน่าจะปะทุขึ้นมาในราวปลายปีหน้า เป็นต้นไปว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนโดยรวมหรือไม่
3) IMF ประเมินว่าความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลกในตอนนี้คือ การปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาอาหารและราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งกดดันต่อเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและอาจจะสร้างปัญหาทางสังคมรวมทั้งบ่อน ทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงตรงนี้มากกว่าประเทศพัฒนา แล้วซึ่งมีประสิทธิการใช้พลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ดีกว่าประเทศกำลังพัฒนา
ในส่วนของประเทศไทยนั้น ปัญหาเรื่องพลังงานเป็นปัญหาหลักที่แก้ไม่ได้เสียที ทั้งๆที่โจทย์นี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป เพราะเสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคงไม่สามารถดำเนินโครงการใหญ่ เช่น รถไฟรางคู่ซึ่งสามารถเป็นทางขนส่งสินค้าเป็นหลักแทนการใช้ถนน หรือ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยการวางยุทธศาสตร์สนับสนุนพลังงานทดแทน จากพืช และแสงอาทิตย์รวมทั้งลมนั้น ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีใครวางยุทธศาสตร์สนับสนุนต่อ ผลคือ เมื่อราคาน้ำมันขึ้น วิธีแก้ปัญหาเป็นอย่างเดิมคือ การอุ้มราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน และภาวนาให้ราคาน้ำมันโลกลงไปเอง วิธีนี้ได้ผลในปี 2551 เพราะเศรษฐกิจโลกพังไปพอดี ราคาน้ำมันจึงลด แต่ ณ ขณะนี้ ไม่มีความเสี่ยงใดๆที่เศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวลงไปอีก ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสจะยืนราคาเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมในสังคมไทยจะต้องเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน
4) IMF ประเมินว่าในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ใช้เงินยูโร (Euro Area) นั้นมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำในปีนี้ คือ คาดว่าจะอยู่ที 1.6 % และปีหน้าจะอยู่ที่ 1.8 % แม้ว่าเศรษฐกิจของเยอรมันซึ่งเป็นประเทศหลักในกลุ่มผู้ใช้เงินยูโรจะขยายตัว สูงที่ 2.5 % ในปีนี้และที่ 2.1 % ในปีหน้าก็ตาม เพราะประเทศอื่นๆในกลุ่มยูโรนั้นมีการขยายตัวที่ต่ำกว่าระดับ 2 % ทั้งนั้น โดยเฉพาะประเทศที่ฐานะทางการคลังอ่อนแอ เช่นสเปนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.8 % ในปีนี้และที่ 1.6 % ในปีหน้า
ผมคิดว่าการขยายตัวในอัตราที่ต่ำของประเทศอื่นในกลุ่มยูโรยกเว้นเยอรมัน เป็นการสะท้อนว่าปัญหาวิกฤติหนี้สินยุโรปนั้นในที่สุดจะต้องมีการปรับโครง สร้างหนี้แน่นอน เพราะเกินวิสัยที่ประเทศเยอรมันจะแบกรับภาระได้หมด ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้น่าจะเกิดขึ้นในปี 2556 เป็นต้นไป
หมายเหตุ:บทความนี้ได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที 15 เมษายน 2554

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น