คำสำคัญ ความหมายของมหาวิทยาลัย, กระบวนการทางวิทยาศาสตร์, อริยสัจ 4, การบริหารเวลา,
สถานการณ์ที่ 1: ผู้ไม่รู้จักข้าศึกแต่รู้จักตนเอง จะรบชนะบ้างและแพ้บ้าง (One who does not know the enemy but knows himself will sometimes win, sometimes lose.)
สถานการณ์ที่ 2: ผู้ที่ไม่รู้จักทั้งข้าศึกและตนเอง จะตกอยู่ในภยันตรายทุกครั้งที่ทำศึก (One who does not know the enemy and does not know himself will be in danger in every battle.)
สถานการณ์ที่ 3: ผู้รู้จักข้าศึกและรู้จักตนเอง จะไม่ตกอยู่ในภยันตรายทั้งปวงในการรบร้อยครั้ง (One who knows the enemy and knows himself will not be in danger in a hundred battles.)
ผู้บรรยายขอปรับ“ตัวละคร” โดยเปลี่ยนคำว่า“ข้าศึก” เป็นปัญหาในการเรียน และจะเดินเรื่องตามแนวคิดของสถานการณ์ที่ 3: “รู้เขา” คือการรู้จักมหาวิทยาลัย และ”รู้เรา”หมายถึงการรู้จักตนเอง รู้ความต้องการ เนื้อเรื่อง
ส่วนที่ 1. การรู้จักเขา: มหาวิทยาลัยคือสถานที่เช่นไร มีสมบัติล้ำค่าอะไร และทำอย่างไรเราจึงจะได้ประโยชน์เต็มที่จากสำนักการศึกษาลักษณะนี้
ประเทศกรีก (Greece)ในโบราณกาลได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมนักปรัชญาและเป็นต้นตอแนวความคิด ในการจัดตั้งสำนักการศึกษาเพื่อเสริมสร้างปัญญาให้ประชาชน มหาวิทยาลัยในยุโรปและอเมริกาได้รับอิทธิพลจากกรีกค่อนข้างมาก จอห์น นิวแมน (John Newman) (2) ให้ความเห็นว่ามหาวิทยาลัยเป็นแหล่งรวมความรู้หลากหลายสาขาวิชาของโลก ( a Studium Generale or “School of Universal Learning”) เปรียบได้ดั่ง”อุทยานความรู้” เป็นดินแดน ที่มีการชุมนุมของนักปราชญ์ (ศาสตราจารย์ นักวิจัย นักศึกษา) เพื่อค้นหา แลกเปลี่ยน และเผยแพร่สัจธรรม [seeking truth “in the groves of academe” (academia, academe: ækә’di:miә, ’ækәdi:m= the world of learning, teaching, research, etc. at universities, and the people involved in it)] ทุกผู้คนในมหาวิทยาลัย ต้องศึกษาค้นคว้าอยู่เสมอด้วยกิจกรรม สุตะมยปัญญา (เกิดปัญญาเพราะการอ่าน การฟัง) จินตามยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการคิด) และภาวนามยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการลงมือปฏิบัติ) ปรากฏการณ์เมื่อนักปราชญ์มารวมตัวกันคือการวิจัย การสอน และบริการวิชาการดังที่เรารับรู้กันดีในปัจจุบัน (A university, in essence, is a place for the communication and circulation of thoughts, by means of personal intercourse.) เนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสร้างสมผลิตผล ทางวิชาการหลายรูปแบบ ผู้สอนจึงได้รับการคาดหวังให้เป็นนักเขียน นักพูด/นักวิจารณ์ นักวิจัย ความรู้ได้รับการเก็บเป็นระบบและสะดวกในการใช้ ห้องสมุดจึงเป็นขุมทรัพย์ของการศึกษาค้นคว้าควบคู่ไปกับการต้องพบกับผู้สอนโดยตรง การเน้นหนักในด้านใดด้านหนึ่งย่อมทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์ในการเรียนรู้ดังคำกล่าวว่า “การทำความเข้าใจหลักการทั่วไปในวิชาการสาขาใดสามารถทำได้ด้วยการอ่านหนังสือที่บ้าน แต่หากประสงค์จะเจาะลึกในรายละเอียดของศาสตร์ในแง่สีสัน ความสลับ ซับซ้อน ความละเอียดอ่อน แง่คิด ปรัชญา เราต้องเสวนากับอาจารย์โดยตรง” (The general principles of any study you may learn by books at home; but the detail, the colour, the tone, the air, the life which makes it live to us, you must catch all these from those in whom it lives already. If we wish to become exact and fully furnished in any branch of knowledge which is diversified and complicated, we must consult the living man and listen to his living voice.) นอกเหนือจากความจำเป็นในการมีครูบาอาจารย์คอยช่วยชี้แนะการเรียนรู้ตามนัยข้างต้นแล้ว ความเป็นมหาวิทยาลัยยังต้องสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางการศึกษาด้วย บรรยากาศทางวิชาการและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของที่ตั้งมหาวิทยาลัยมีอิทธิพลต่อการพัฒนาความคิดของนักศึกษาอย่างยิ่ง เป็นบทบาทของ “ครูที่พูดไม่ได้” โดยสรุปมหาวิทยาลัยได้จัดระบบให้นักศึกษาได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์กับปัจจัยสำคัญดังนี้คือ ผู้สอน แหล่งเรียนรู้ (ห้องสมุด ระบบอินเตอร์เน็ท พิพิธภัณฑ์) กิจกรรมวิชาการ (การประชุมทางวิชาการ การบรรยายพิเศษจากนักวิชาการทั่วโลก) กิจการนักศึกษา ฯลฯ
ปัจจัยและเงื่อนไขในบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเอื้อให้เกิดการสร้างสมความรู้ด้านต่างๆ เป็นแหล่งพัฒนา ปัญญาให้ชนในชาติ อย่างไรก็ดียังมีนักศึกษาอีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาการเรียนซึ่งมีสาเหตุจากทั้งความสามารถด้านสติปัญญา วิธีการเรียน และปัญหาเชิงสังคมจิตวิทยา การแก้ปัญหาการเรียนจึงน่าพิจารณาที่หลักการแก้ปัญหา (approach) มากกว่าการแสวงหา”สูตรสำเร็จ” และในฐานะที่เป็นนักศึกษาวิทยาศาสตร์จึงน่าจะฝึกการประยุกต์วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผนวกกับหลักการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 ซึ่งจะได้ขยายความในตอนต่อไป
ส่วนที่ 2. การรู้จักเรา: ภาวะที่เราอยากเป็นในอนาคตควรเป็นเช่นไร? ทำไมต้องสร้างอนาคตโดยผ่านเส้นทาง การศึกษาในมหาวิทยาลัย? การศึกษาคุณลักษณะของบุคคลที่สร้างคุณูปการให้สังคมซึ่งมีอยู่มากมายทุกสาขา วิชาการและวิชาชีพจะช่วยให้เราเข้าถึงจุดร่วมของแก่นสารในการพัฒนาตนเอง แล้วกำหนดจินตภาพ/วิสัยทัศน์เกี่ยวกับตัวเอง ให้สมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้ จากนั้นจึงวางแผนพร้อมคิดกลยุทธ์ที่จะทำให้บรรลุจุดหมายในชีวิต
ลองพิจารณาข้อวิเคราะห์/ข้อสังเกตประเด็น”กระดาษแผ่นเดียว” ในการเข้ามาเรียนในสถาบันอุดมศึกษาดังคำรำพึงเชิงเหน็บแนมต่อไปนี้
เนื้อหาในหัวข้อ “ส่วนที่ 1. การรู้จักเขา” ช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยมีคุณค่าอย่างไร คำปรารภว่า “ฉันหวังอะไรมากมาย” จึงหวังได้แต่ต้องแสวงหาเองเข้าทำนอง ”ผู้แสวงหาคือผู้ที่ค้นพบ” เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน (Edward de Bono.1992: Opportunities)กล่าวว่า “โอกาสมีอยู่รอบตัวเราทุกคน แต่มันจะสำแดงตัวตนเมื่อเราเห็นมัน และมันจะถูกมองเห็นเมื่อเราแสวงหา” (Everyone is surrounded by opportunities. But they only exist once they have seen. And they will only be seen if they are looked for.) การสร้างโอกาสให้ตัวเองเป็นเรื่องของบุคลิกภาพของแต่ละคน ความทะเยอทะยาน แรงจูงใจ ความกระตือรือร้น/อยากรู้อยากเห็น และพลังความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำให้สิ่งแปลกใหม่เกิดขึ้นกับชีวิต
2. จากคติในข้อ 1. จะช่วยให้เราถอดสมการต่อไปนี้ได้
ระดับปัญหา/ความพยายาม = (ความคาดหวัง – สภาพปัจจุบัน) x ความกังวล
ลองแทนค่าในสมการจะพบอะไรแปลกๆดีเหมือนกัน เช่น (1) ถ้าเราไม่แยแสอะไรทั้งสิ้น นั่นคือค่า “ความกังวล” =0 ระดับปัญหา = 0 เพราะเมื่อใช้เลข 0 คูณส่วนที่เหลือผลลัพธ์จะออกมา = 0 (2) ถ้าความคาดหวังกับสภาพปัจจุบันไม่-ต่างกันหรือต่างกันน้อยมากจนถือได้ว่าเป็นศูนย์ ผลลัพธ์ทั้งหมด =0 ระดับปัญหา = 0 (3) แต่ถ้าความคาดหวังกับสภาพปัจจุบันแตกต่างกันมาก แถมความกังวลสูง ระดับปัญหาย่อมสูงตามไปด้วย
ความสามารถในการคิดและความสามารถในการปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงตนเอง เป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้มีความสำเร็จสูงในชีวิต นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลท่านหนึ่งชื่อ Sir William Bragg ให้ความเห็นว่า “สิ่งสำคัญ ในวิทยาศาสตร์มิได้อยู่ที่การค้นพบตัวความรู้ใหม่เสียทีเดียว แต่อยู่ที่การคิดค้นวิธีการใหม่ๆในการศึกษามากกว่า” ความคิด/จินตนาการเป็นเรื่องน่าส่งเสริม เป็นความเบ่งบานด้านความสามารถทางสมองของมนุษย์ จูลส์ เวอร์น(Jules Verne) นักเขียนเรื่อง “80 วันรอบโลก” ให้คติว่า “สิ่งใดที่เราจินตนาการได้เราอาจจะทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นจริงได้เช่นกันไม่ วันใดก็วันหนึ่ง (Anything capable of being imagined will one day be made a reality.) ประเด็นที่สมควรคิดให้จงหนักคือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตนเองเพราะคนเรา โดยทั่วไปมักมีสัญชาตญาณต่อต้านการ-เปลี่ยนแปลง นักปรัชญากรีกท่านหนึ่งคือโสกราตีส (Socrates) ให้ความเห็นว่า “หากคิดจะเปลี่ยนแปลงโลก ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเราเองก่อน (If a man would move the world, he must first move himself.) ในระดับองค์การ อดัม เออร์บันสกี(Adam Urbanski) (3) ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงว่า “ถ้าท่านยังคงทำการใดๆเหมือนที่เคยทำอยู่เป็นนิจ ท่านก็จะได้ผลงานตามที่ท่านเคยได้ (If you always do what you have done, you’ll get what always got.) และไอน์สไตน์ (Albert Einstein)เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อในแนวเดียวกันนี้โดยให้แง่คิดว่า “ปัญหาที่เราต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบันไม่อาจแก้ได้ด้วยระดับความคิดเท่ากับที่เราเคยคิดในอดีต การทำอะไรเหมือนเดิมใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว แต่การเสี่ยงทดลองทำอะไรใหม่ๆบ้างเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในโลกของการเรียนรู้ ( ..that the significant problems we have cannot be solved at the same level of thinking with which we created them. Replication is useful, but risk and experimentation are imperative in the house of learning.) นัยของการเกริ่นนำลักษณะนี้คือการเสนอแนะว่าเราคงต้องพิจารณาทบทวนกระบวนการแก้ปัญหาที่เราใช้อยู่เป็นประจำและพร้อม ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อพัฒนาไปสู่ภาวะที่ดีกว่า ผู้บรรยายขอเสนอให้พิจารณาหลักการแก้ปัญหาโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และอริยสัจ 4 ซึ่งเสริมกันดังนี้
ผู้บรรยายเชื่อ (จากประสบการณ์) ว่า ระบบความคิดตามแนวทางวิทยาศาสตร์สร้างความรัดกุม ความน่าเชื่อถือ ในการแก้ปัญหา ก่อให้เกิดการอภิปรายโต้แย้งเพื่อหาข้อสรุปที่สมเหตุสมผลที่สุดเพราะตั้งอยู่บนหลักการ “มีประจักษ์พยาน/หลักฐานเพียงพอพร้อมมีคำอธิบายตามหลักตรรกะเพียงพอ (empirical & logical adequacy)
เราสามารถคาดหวัง “ความเป็นบัณฑิต” จากการเรียนจบหลักสูตรในมหาวิทยาลัยได้ไหม? และบัณฑิตหมายถึงบุคคลเช่นไร? พระราชวรมุนี (4) เขียนถึงความหมายของบัณฑิตจากหลายแง่มุมในหนังสือ “พุทธธรรม” ว่า บัณฑิต (pundit) คือ คนฉลาด หรือคนที่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา บัณฑิตคือผู้ตั้งปัญหาโดยแยบคาย แก้ปัญหา โดยแยบคาย บัณฑิต เป็นผู้มีปกติ ความคิดดี พูดถ้อยคำดี มีปกติ ทำการดี การพัฒนาไปสู่ความเป็นบัณฑิตเริ่มจากพื้นฐานใด? SCANS (the Secretary’s Commission on Achieving Necessary Skills) (5) ทำหนังสือเรียกร้องให้ระบบการศึกษาสหรัฐฯพัฒนาทักษะเยาวชนด้านต่างๆดังต่อไปนี้คือ ทักษะพื้นฐานในการอ่าน การเขียน การฟัง ทักษะการคิด และคุณสมบัติส่วนตัว ประมวลได้ดังนี้(ตั้งใจคงภาษาดั้งเดิมไว้เพื่อให้นักศึกษาที่จริงจัง ค้นหา ความหมายเอง หากอยากรู้ในรายละเอียด เหตุผลและความลึกซึ้งแต่ละเรื่องสามารถติดต่อขอคำอธิบายจาก ผู้บรรยายได้)
ประเด็นสำคัญที่นักศึกษาต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอคือมหาวิทยาลัยเป็นอุทยานความรู้ (the groves of academe) ที่มีเวลาจำกัดให้นักศึกษาพัฒนาตนเองเป็นบุคคลสมบูรณ์ ทั้งนี้เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์จากขุมทรัพย์ในมหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นทักษะ/วินัยในการบริหารตัวเอง การบริหารเวลาตามคุณลักษณะ ในหัวข้อ “คุณสมบัติส่วนตัว (personal qualities)”จะเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในชีวิต กรอบเวลาที่กำหนดเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้วิชาด้านศิลปศาสตร์เพื่อดำรงตนอย่างมีความสุขร่วมกับผู้อื่นในสังคม และมีความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพ แม้มหาวิทยาลัยจะมีลักษณะเฉพาะในภาพลักษณ์ของสังคมผู้คงแก่เรียน แต่ก็ยังคงลักษณะ “สังคมจำลอง”ที่ไม่มีรั้วกั้นตัดขาดจากการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในสังคมโลก คุณสมบัติประจำตัวที่เอื้อให้เราพัฒนาอยู่เสมอคือ ความกระตือรือร้น/อยากรู้อยากเห็น การมีความคิดสร้างสรรค์ การไม่เชื่ออะไรโดยง่าย (scepticism) ความมุ่งมั่น/รับผิดชอบทำงานจนบรรลุผล (commitment to hard work) บทส่งท้าย ความหมายของบัณฑิตในพุทธธรรมมีบทหนึ่งกล่าวว่า “คนไขน้ำย่อมไขน้ำไป ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างถากย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน” นักศึกษาที่มุ่งมั่นจะเป็นบัณฑิตที่แท้จริงย่อมมีมโนภาพของบัณฑิตและรู้ว่าบัณฑิตมีวัตรปฏิบัติเช่นไร มีความเพียรเป็นนิสัยประจำตัว มีศักยภาพในการสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ได้ การมีเพียงความฝันแต่ไม่รู้วิธีทำความฝันให้เป็นจริง ไม่มานะบากบั่น จะประสพความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร ภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “รู้เพียงหลักการ/ ทฤษฎี แต่ไม่ปฏิบัติจะเกิดความว่างเปล่า หรือมีเพียงความพร้อมในการปฏิบัติแต่ขาดแนวคิด/ทฤษฎีชี้นำย่อมเปรียบได้ไม่ต่างกับคนตาบอดเดินทาง” การสอนในมหาวิทยาลัยจึงมีประเด็น ของความพยายามทุกวิถีทางในส่วนของมหาวิทยาลัยที่ต้องสร้างสิ่งอำนวยความ สะดวกเพื่อพัฒนานักศึกษาให้บรรลุเป้าหมายในปรัชญาการศึกษาคือมีความรู้ เป็นคนดี และซาบซึ้งในความงาม และในส่วนของนักศึกษาคือความพยายามทุกวิถีทางในการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ เรื่องโลกและรู้จักตนเอง หากความพยายามจากทั้งสองส่วนสอดประสานกันอย่างเข้มแข็งจริงจัง และใช้ปัญญาชี้นำการปฏิบัติ “ความเป็นบัณฑิต”ย่อมไม่ยากเกินการเข้าถึง
บทความที่ได้รับความนิยม
-
ทฤษฎีการปฏิวัติแนวคลาสสิค (Classical Approach) ของคาร์ล มาร์กซ์ ทฤษฏี ว่าด้วยการปฏิวัติของมาร์กซ์อาจกล่าวได้ว่าเป็นทฤษฎีที่ทรงพลังและมีควา...
-
เรียน "รัฐศาสตร์ IR" อย่างคนมีกึ๋น ? กติกา: 1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่ 2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เ...
-
นานาทัศนะว่าด้วยโลกาภิวัฒน์ Globalization เริ่มเป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90s (ประมาณ พ.ศ. 2533) โดยในระยะแรก อ.ชัยอนันต...
-
กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub region Economic Cooperation: GMS) เป็นความร่วมมือของ 6...
-
แนวคิดว่าด้วยการปฏิวัติตามทฤษฎีการพัฒนาสู่ความทันสมัย ตลอด ช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา ได้เกิดการปฏิวัติขึ้นในหลายประเทศและภูมิภาคของโลก ท...
-
ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน • ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักความร่วมมือเพื่อสร้างประชาคมอาเซียนภายใน...
-
Remembering the Revolution : Behavioralism in American Political Science โดย James Farr ราม โชติคุต แปล สรุปและเรียบเรียงใหม่ บทความทางร...
-
ทฤษฏีสมคบคิด – มองสถานการณ์ในลิเบียผ่านทฤษฏีสมคบคิด โดย พ.อ. ดร. ธีรนันท์ นันทขว้าง สถานการณ์โดยรวม จากวันที่สหประชาชาติ โดยคณะมนตร...
-
ทฤษฎีการปฏิวัติสังคมของเหมา เจ๋อ ตุง เป็น ที่ทราบกันดีในแวดวงวิชาการมาร์กซิสต์ว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, 1818 – 1883) และเฟรเดริค เอง...
-
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง – มหากาพย์แห่งการปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง โดย พ.อ. ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง สถานการณ์ในตะวันออกกลางและแอฟร...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น