Google 3.0 สู่อนาคต: ทศวรรษที่สองใต้การนำของ Larry Page
วันที่ 4 เมษายน 2011 ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญมากของกูเกิล บริษัทไฮเทคที่ใครๆ ก็รู้จักกันหมดแล้วในยุคสมัยนี้ เพราะเป็นวันที่ Larry Page หนึ่งในสองผู้ก่อตั้งบริษัท กลับมาดำรงตำแหน่งซีอีโอ กลายเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรอีกครั้งหนึ่ง
ก่อนจะพูดถึงทิศทางของกูเกิลใต้การคุมบังเหียนของ Larry Page เราอาจต้องย้อนดูต้นตอและประวัติศาสตร์ของกูเกิลกันสักหน่อย
ยุคแรกของกูเกิลหรือ Google 1.0 เติบโตขึ้นตามเส้นทางของบริษัทไฮเทคทั่วไป นั่นคือขอเงินจากนักลงทุนที่เรียกว่า venture capital เพื่อมาเป็นทุนตั้งต้น ซึ่งนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเป็นหุ้นของบริษัท และจะทำกำไรจากหุ้นเหล่านี้ได้ในอนาคตที่บริษัทเหล่านี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้ว ในกรณีของกูเกิลได้เงินทุนก้อนแรก 1 แสนเหรียญ จดทะเบียนบริษัทในปี 1998 และได้เงินก้อนที่สองอีก 25 ล้านเหรียญในปี 1999
ระหว่างนั้นกูเกิลก็สร้างชื่อเสียงของตัวเองอย่างรวดเร็วว่าเป็นเครื่อง มือค้นหาที่ใช้ง่ายและได้ผลลัพธ์ดีกว่าเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ในตลาดขณะนั้น เมื่อบริษัทเริ่มใหญ่ขึ้นจนอยู่ในระดับที่นักศึกษาอายุ 20 กลางๆ ไม่สามารถบริหารงานได้ เหล่าผู้ถือหุ้นและนักลงทุนจึงดึงตัวผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาช่วย และเขาคนนั้นคือ Eric Schmidt อดีตหัวหน้าผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ Sun Microsystem และอดีตซีอีโอของ Novell
เทคโนโลยีค้นหาที่ Page และ Brin สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยู่ในสแตนฟอร์ดนั้นมีคุณค่ามหาศาลในแง่การใช้งาน แต่ในแง่ธุรกิจ มันกลับยังไม่สามารถแปรกลับมาเป็นตัวเงินได้ กูเกิลในยุคของ Schmidt สามารถแก้ปัญหานี้โดยสร้างระบบโฆษณาในหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหา ซึ่งเป็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคำที่ผู้ใช้งานกำลังมองหาอยู่ ระบบโฆษณานี้มีชื่อว่า AdWords และประสบความสำเร็จอย่างมาก กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินชิ้นสำคัญของกูเกิลมาจนถึงทุกวันนี้
กูเกิลเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2004 และตลอดสิบปีที่ผ่านมา กูเกิลก็มีผลิตภัณฑ์ออกมามากมาย ทั้งที่ซื้อกิจการมาและสร้างขึ้นเองภายในบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Gmail, YouTube, Blogger, Google Docs, Google Maps, Google Earth, Chrome, Android, Picasa อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจของบริษัทก็ยังมาจากการโฆษณาออนไลน์ ซึ่งมีรากเหง้ามาจาก AdWords และผลิตภัณฑ์หลักคือ Google Search (แม้ว่าภายหลังจะแตกหน่อรูปแบบการโฆษณาออกไปอีกหลายแขนงก็ตาม)
กูเกิลถึงจุดสูงสุดประมาณปี 2005-2007 โดยยึดครองตลาด search engine โลกได้เบ็ดเสร็จในแทบทุกประเทศ คู่แข่งรายแล้วรายเล่าต่างล้มหายตายจากเมื่อถูกกูเกิลบุกถล่มโจมตี (ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่กูเกิลไม่ได้ครองส่วนแบ่งตลาด อันดับหนึ่งเรื่องการค้นหา) อย่างไรก็ตามช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้ กูเกิลก็เริ่มประสบปัญหารบแพ้ในบางสมรภูมิ โดยเฉพาะโลกของ social network ที่โดนรุ่นน้องอย่าง Facebook ขึ้นมาเบียดบังรัศมี และโลกของมือถือ-สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต ที่ยังมีอดีตพันธมิตรอย่างแอปเปิลค้ำคออยู่
ผลิตภัณฑ์ด้าน social network ของกูเกิลต่างประสบความล้มเหลวเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น Orkut เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีคนใช้เยอะแค่ในบราซิลประเทศเดียว, OpenSocial ที่หวังรวมกำลัง social network มาถล่ม Facebook แต่แพ้ราบไม่เป็นท่า, Google Buzz บริการเลียนแบบ Twitter ที่ล้มเหลวและถูกรัฐบาลสหรัฐสอบสวนข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว (ล่าสุดกูเกิลเพิ่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ Google +1 ซึ่งมีลักษณะเหมือนปุ่ม Facebook Like ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะไปได้ดีแค่ไหน)
ส่วนในแง่การบริหารงาน ช่วงหลังกูเกิลถูกวิจารณ์มากว่าดำเนินการล่าช้า ปรับตัวไม่ทันคู่แข่ง กระบวนการในบริษัทซ้ำซ้อนและขาดคนตัดสินใจ ซึ่งก็เป็นปัญหาแบบเดียวกับที่พบในองค์กรดาวรุ่งในอดีต ที่เริ่มจะใหญ่และเทอะทะจากปริมาณพนักงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ปัจจุบันกูเกิลมีพนักงานประมาณ 24,000 คนและมีแผนจะจ้างเพิ่มอีกมาก)
ช่วงสิ้นปี 2011 ซีอีโอ Eric Schmidt ก็ได้ประกาศช็อคโลกว่าเขาจะลงจากตำแหน่งในไม่ช้า โดยเปิดทางให้ Larry Page ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอคนแรกในบริษัท ที่พัฒนาตัวจากไอ้หนุ่มวัยละอ่อน มาเป็นชายอายุสามสิบปลายๆ ที่ถูกบ่มเพาะจากการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงมาตลอดสิบปี
สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นการทำงานสัปดาห์แรกของ Larry Page ซึ่งเขาเองก็มีแผนในใจอยู่แล้วมากมาย
เป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งของ Larry Page คือการปรับโครงสร้างองค์กรของกูเกิลเสียใหม่ ลดกระบวนการอันซ้ำซ้อนล่าช้าลง เปิดโอกาสให้ผู้บริหารแต่ละฝ่ายทดลองความคิดใหม่ๆ ได้มากขึ้น และพร้อมจะรับความล้มเหลวจากการทดลองเหล่านี้
Page ปรับวิธีการประชุมของบริษัทเสียใหม่ โดยกำหนดให้ต้องมีการตัดสินใจเกิดขึ้นภายในที่ประชุม (เพื่อป้องกันการประชุมที่ไร้ความหมายและเสียเวลาของทุกคน) เขายังจัดที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงใหม่ให้มีช่วงที่ออกมานั่งทำงานรวม กันในพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อให้พนักงานระดับที่ต่ำลงมาสามารถเข้าหา ขอคำปรึกษาได้ง่าย Page ยังจัดความสำคัญของผลิตภัณฑ์บางตัวใหม่ ประกาศลดความสำคัญของผลิตภัณฑ์บางตัวที่มีแนวโน้มไม่สดใสลง (เช่น Google Health บริการเก็บข้อมูลสุขภาพออนไลน์) และเพิ่มความสำคัญของผลิตภัณฑ์เด่นบางตัวมากขึ้น
แต่ผลงานชิ้นสำคัญของ Page ในสัปดาห์แรก ก็คือการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง 7 คน ให้มีตำแหน่งเป็น Senior Vice President (SVP) มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการดูแลผลิตภัณฑ์สำคัญๆ ของบริษัท ได้แก่
ในการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า Page ผลักดันบุคคลากรฝ่ายของตัวเองขึ้นมาคุมกิจการหลักๆ ของบริษัท ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงที่ใกล้ชิดกับ Schmidt และทำงานกับกูเกิลมานาน ลาออกจากกูเกิลไปทำอย่างอื่น
นอกจากการจัดระเบียบองค์กรแล้ว Page ยังมุ่งจะผลักดันผลิตภัณฑ์ด้าน social network ของตัวเองอย่างเต็มที่ หลังจากที่โดน Facebook ตีแตกยับในแนวรบด้านนี้ ในสัปดาห์แรกของการเป็นซีอีโอ มีข่าวว่าเขาเขียนบันทึกภายในถึงพนักงานทุกคนให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ด้าน social ของบริษัท และประกาศว่าจะพิจารณาอัตรา “โบนัส” ของกูเกิลในปีนี้ โดยใช้ปัจจัยจากผลงานด้าน social ของกูเกิลอีกด้วย
Page ถูกวิจารณ์มากว่าการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานโดยใช้โบนัสเป็นตัวล่อไม่ใช่ สิ่งที่ดี เพราะพนักงานอาจโฆษณาผลิตภัณฑ์ด้าน social เกินจริงเพื่อหวังโบนัส และอาจส่งผลเสียต่อกูเกิลในระยะยาวได้ เขายังถูกวิจารณ์ว่า “กลัว Facebook เกินเหตุ” อย่างไรก็ตามแผนการด้าน social ของกูเกิลเองก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก และ Google +1 เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
(หมายเหตุ: SIU จะนำเสนอเรื่องผลิตภัณฑ์ด้าน social ของกูเกิลอย่างละเอียดในโอกาสถัดไป)
กูเกิลในยุคที่สามของ Larry Page เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เราอาจเรียกได้ว่าตอนนี้กูเกิลกำลังอยู่ในช่วง “ปรับฐาน” สำหรับการเติบโตในระยะต่อไป เข้าสู่โลกที่คนมากกว่าครึ่งต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตเกือบตลอดเวลา และใช้งานคอมพิวเตอร์ผ่านอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ แทนที่จะเป็นพีซี กูเกิลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และวิสัยทัศน์อันยาวไกลต่ออุตสาหกรรมไอทีในอีกสิบปีข้างหน้า
กูเกิลในทศวรรษแรกพิสูจน์แล้วว่ามีดีกว่าที่ทุกคนคาด สามารถสร้างตัวจากบริษัทโนเนมขึ้นมาเป็นมหาอำนาจฟัดเหวียงกับไมโครซอฟท์และ แอปเปิลได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมองไปยังพรมแดนใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยไปถึงในอีกสิบปีถัดไป ทีมงานของกูเกิลจึงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าจะสามารถก้าวข้ามทศวรรษใหม่ ได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับทศวรรษแรกอันน่าตื่นตาตื่นใจที่พวกเขาผ่านมันมาได้แล้ว
ก่อนจะพูดถึงทิศทางของกูเกิลใต้การคุมบังเหียนของ Larry Page เราอาจต้องย้อนดูต้นตอและประวัติศาสตร์ของกูเกิลกันสักหน่อย
Google 1.0: จากโครงการวิจัยปริญญาเอกสู่เว็บค้นหาชื่อดัง
กูเกิลมีรากเหง้ามาตั้งแต่ปี 1996 โดยเริ่มจากเป็นโครงการวิจัยด้านเครื่องมือค้นหาของ Larry Page และ Sergey Brin นักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ตัวมันเองกลับมีศักยภาพมากกว่าการเป็นแค่โครงการวิจัยมาก Page และ Brin จึงหาทางตั้งบริษัทเพื่อทำเงินจากเครื่องมือค้นหาข้อมูลแบบใหม่ที่พวกเขา สร้างขึ้นยุคแรกของกูเกิลหรือ Google 1.0 เติบโตขึ้นตามเส้นทางของบริษัทไฮเทคทั่วไป นั่นคือขอเงินจากนักลงทุนที่เรียกว่า venture capital เพื่อมาเป็นทุนตั้งต้น ซึ่งนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเป็นหุ้นของบริษัท และจะทำกำไรจากหุ้นเหล่านี้ได้ในอนาคตที่บริษัทเหล่านี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้ว ในกรณีของกูเกิลได้เงินทุนก้อนแรก 1 แสนเหรียญ จดทะเบียนบริษัทในปี 1998 และได้เงินก้อนที่สองอีก 25 ล้านเหรียญในปี 1999
ระหว่างนั้นกูเกิลก็สร้างชื่อเสียงของตัวเองอย่างรวดเร็วว่าเป็นเครื่อง มือค้นหาที่ใช้ง่ายและได้ผลลัพธ์ดีกว่าเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ในตลาดขณะนั้น เมื่อบริษัทเริ่มใหญ่ขึ้นจนอยู่ในระดับที่นักศึกษาอายุ 20 กลางๆ ไม่สามารถบริหารงานได้ เหล่าผู้ถือหุ้นและนักลงทุนจึงดึงตัวผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาช่วย และเขาคนนั้นคือ Eric Schmidt อดีตหัวหน้าผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ Sun Microsystem และอดีตซีอีโอของ Novell
Google 2.0: เติบใหญ่และยึดครองอินเทอร์เน็ต
นับจากปี 2001 เป็นต้นมา Eric Schmidt ในฐานะ “พี่เลี้ยง” ของสองหนุ่มผู้ก่อตั้ง นำประสบการณ์ที่เคยดูแลบริษัทไฮเทคหลายแห่งมาใช้กับกูเกิล และกูเกิลภายใต้การบริหารงานของเขาก็ผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทไอทีอันดับต้นๆ ของโลกได้ภายในระยะเวลาอันสั้นเทคโนโลยีค้นหาที่ Page และ Brin สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยู่ในสแตนฟอร์ดนั้นมีคุณค่ามหาศาลในแง่การใช้งาน แต่ในแง่ธุรกิจ มันกลับยังไม่สามารถแปรกลับมาเป็นตัวเงินได้ กูเกิลในยุคของ Schmidt สามารถแก้ปัญหานี้โดยสร้างระบบโฆษณาในหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหา ซึ่งเป็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคำที่ผู้ใช้งานกำลังมองหาอยู่ ระบบโฆษณานี้มีชื่อว่า AdWords และประสบความสำเร็จอย่างมาก กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินชิ้นสำคัญของกูเกิลมาจนถึงทุกวันนี้
สามประสานแห่งกูเกิลในยุค 2000s สองผู้ก่อตั้ง Larry Page, Sergey Brin และอีกหนึ่งซีอีโอ Eric Schmidt
กูเกิลถึงจุดสูงสุดประมาณปี 2005-2007 โดยยึดครองตลาด search engine โลกได้เบ็ดเสร็จในแทบทุกประเทศ คู่แข่งรายแล้วรายเล่าต่างล้มหายตายจากเมื่อถูกกูเกิลบุกถล่มโจมตี (ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่กูเกิลไม่ได้ครองส่วนแบ่งตลาด อันดับหนึ่งเรื่องการค้นหา) อย่างไรก็ตามช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้ กูเกิลก็เริ่มประสบปัญหารบแพ้ในบางสมรภูมิ โดยเฉพาะโลกของ social network ที่โดนรุ่นน้องอย่าง Facebook ขึ้นมาเบียดบังรัศมี และโลกของมือถือ-สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต ที่ยังมีอดีตพันธมิตรอย่างแอปเปิลค้ำคออยู่
ผลิตภัณฑ์ด้าน social network ของกูเกิลต่างประสบความล้มเหลวเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น Orkut เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีคนใช้เยอะแค่ในบราซิลประเทศเดียว, OpenSocial ที่หวังรวมกำลัง social network มาถล่ม Facebook แต่แพ้ราบไม่เป็นท่า, Google Buzz บริการเลียนแบบ Twitter ที่ล้มเหลวและถูกรัฐบาลสหรัฐสอบสวนข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว (ล่าสุดกูเกิลเพิ่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ Google +1 ซึ่งมีลักษณะเหมือนปุ่ม Facebook Like ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะไปได้ดีแค่ไหน)
ส่วนในแง่การบริหารงาน ช่วงหลังกูเกิลถูกวิจารณ์มากว่าดำเนินการล่าช้า ปรับตัวไม่ทันคู่แข่ง กระบวนการในบริษัทซ้ำซ้อนและขาดคนตัดสินใจ ซึ่งก็เป็นปัญหาแบบเดียวกับที่พบในองค์กรดาวรุ่งในอดีต ที่เริ่มจะใหญ่และเทอะทะจากปริมาณพนักงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ปัจจุบันกูเกิลมีพนักงานประมาณ 24,000 คนและมีแผนจะจ้างเพิ่มอีกมาก)
ช่วงสิ้นปี 2011 ซีอีโอ Eric Schmidt ก็ได้ประกาศช็อคโลกว่าเขาจะลงจากตำแหน่งในไม่ช้า โดยเปิดทางให้ Larry Page ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอคนแรกในบริษัท ที่พัฒนาตัวจากไอ้หนุ่มวัยละอ่อน มาเป็นชายอายุสามสิบปลายๆ ที่ถูกบ่มเพาะจากการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงมาตลอดสิบปี
Google 3.0: สัปดาห์แรกของ Larry Page
ถ้าเรามองว่า Google 2.0 ภายใต้การนำของ Schmidt คือ “ทศวรรษแรก” ของบริษัทไอทีที่โดดเด่นที่สุดหลังขึ้นสหัสวรรษใหม่เป็นต้นมา การมาถึงของ Google 3.0 โดย Larry Page ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ทศวรรษที่สอง” อันน่าสนใจยิ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นการทำงานสัปดาห์แรกของ Larry Page ซึ่งเขาเองก็มีแผนในใจอยู่แล้วมากมาย
Larry Page กับการหวนคืนสู่ตำแหน่งซีอีโออีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี
Page ปรับวิธีการประชุมของบริษัทเสียใหม่ โดยกำหนดให้ต้องมีการตัดสินใจเกิดขึ้นภายในที่ประชุม (เพื่อป้องกันการประชุมที่ไร้ความหมายและเสียเวลาของทุกคน) เขายังจัดที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงใหม่ให้มีช่วงที่ออกมานั่งทำงานรวม กันในพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อให้พนักงานระดับที่ต่ำลงมาสามารถเข้าหา ขอคำปรึกษาได้ง่าย Page ยังจัดความสำคัญของผลิตภัณฑ์บางตัวใหม่ ประกาศลดความสำคัญของผลิตภัณฑ์บางตัวที่มีแนวโน้มไม่สดใสลง (เช่น Google Health บริการเก็บข้อมูลสุขภาพออนไลน์) และเพิ่มความสำคัญของผลิตภัณฑ์เด่นบางตัวมากขึ้น
แต่ผลงานชิ้นสำคัญของ Page ในสัปดาห์แรก ก็คือการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง 7 คน ให้มีตำแหน่งเป็น Senior Vice President (SVP) มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการดูแลผลิตภัณฑ์สำคัญๆ ของบริษัท ได้แก่
- YouTube และกิจการวิดีโอทั้งหมด
- เว็บเบราว์เซอร์ Chrome และระบบปฏิบัติการแห่งอนาคต Chrome OS
- มือถือและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android
- ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการค้นหา Search
- ธุรกิจด้านการหาข้อมูล การโฆษณา การพาณิชย์โดยอิงกับพื้นที่ (local & commerce)
- โฆษณาออนไลน์ เครื่องจักรทำเงินของบริษัท
- Social Network
ในการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า Page ผลักดันบุคคลากรฝ่ายของตัวเองขึ้นมาคุมกิจการหลักๆ ของบริษัท ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงที่ใกล้ชิดกับ Schmidt และทำงานกับกูเกิลมานาน ลาออกจากกูเกิลไปทำอย่างอื่น
กูเกิลมีชื่อเสียงมานานเรื่องบรรยากาศในการทำงานที่เอื้อต่อความสร้างสรรค์ แต่ Page ก็ต้องจัดระเบียบใหม่ให้เข้ารูปเข้ารอยเช่นกัน
Page ถูกวิจารณ์มากว่าการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานโดยใช้โบนัสเป็นตัวล่อไม่ใช่ สิ่งที่ดี เพราะพนักงานอาจโฆษณาผลิตภัณฑ์ด้าน social เกินจริงเพื่อหวังโบนัส และอาจส่งผลเสียต่อกูเกิลในระยะยาวได้ เขายังถูกวิจารณ์ว่า “กลัว Facebook เกินเหตุ” อย่างไรก็ตามแผนการด้าน social ของกูเกิลเองก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก และ Google +1 เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
(หมายเหตุ: SIU จะนำเสนอเรื่องผลิตภัณฑ์ด้าน social ของกูเกิลอย่างละเอียดในโอกาสถัดไป)
คำแนะนำถึง Larry Page: ควรทำอะไรบ้างกับกูเกิล
สื่อจำนวนมากได้เขียนข้อเสนอถึง Larry Page แสดงความเห็นว่าควรปรับกลยุทธ์ของกูเกิลอย่างไรบ้าง ที่น่าสนใจคือ Fast Company ซึ่งเขียนคำแนะนำออกมา 7 ข้อ ได้แก่- แยกการบริหารงานออกเป็นหน่วยอิสระภายในบริษัท เพื่อสร้างความคล่องตัวในการบริหารงาน (ซึ่งตรงกับที่ Page ดำเนินการไปแล้ว)
- ออกผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาแข่งกับคู่ค้า เพื่อกระตุ้นตลาดให้เกิดนวัตกรรมมากขึ้น ก่อนหน้านี้กูเกิลเคยออกเบราว์เซอร์ Chrome ทั้งที่มี Firefox เป็นพันธมิตรอยู่แล้ว แต่ก็ทำให้ตลาดเบราว์เซอร์แข่งกันอย่างรุนแรง และเกิดนวัตกรรมมากมาย ในส่วนของโทรศัพท์มือถือ ในปี 2010 กูเกิลออกโทรศัพท์ของตัวเองใต้แบรนด์ Nexus มาสองรุ่น ซึ่งมาแข่งกับคู่ค้าของตัวเองที่ผลิตมือถือ Android ส่งผลให้สเปกโทรศัพท์ที่ออกตามมาหลังจากนั้นสูงขึ้น ถือเป็นการสร้างมาตรฐานให้ตลาด ทาง Fast Company ประเมินว่าเราน่าจะได้เห็นยุทธศาสตร์ลักษณะเดียวกันนี้จาก Page มากขึ้น
- ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร กู เกิลเป็นบริษัทที่มีรากเหง้ามาจากด้านวิศวกรรม และให้ค่ากับ “ตัวเลข” และ “ข้อมูลจริง” สูงมาก ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่กูเกิลไม่แน่ใจว่าควรวางโฆษณากี่ชิ้นในหน้าผลการค้น หา ซึ่งกูเกิลแก้ปัญหานี้โดยการทดลองกับผู้ใช้งานจริงในวงจำกัด และได้ตัวเลขที่เหมาะสมในที่สุด ดังนั้นกูเกิลในยุคของ Page จึงไม่ควรลังเลถ้าไม่แน่ใจ แต่ควร “ทดลอง” เพื่อหาข้อมูลจริงมาประกอบการตัดสินใจแทน
- ให้ค่ากับ “ความสร้างสรรค์” วัฒนธรรมการอ้างอิงข้อมูล ของกูเกิลก็มีผลเสียในมุมกลับ เพราะทำให้กูเกิลอ่อนแอเรื่องการออกแบบและความสวยงาม ซึ่งคู่แข่งอย่างแอปเปิลทำได้ดีกว่า ทาง Fast Company ก็เรียกร้องให้กูเกิลในยุคของ Page ให้ความสำคัญกับพนักงานด้านการออกแบบ การดีไซน์ ให้มากขึ้น (ล่าสุดกูเกิลเพิ่งจ้าง Matias Duarte ผู้ออกแบบระบบปฏิบัติการ Palm webOS ซึ่งได้รับการยกย่องในแง่ดีไซน์มาร่วมทีม Android)
- ปรับวิธีคิดด้าน social เสียใหม่ กูเกิลยังมีปัญหา ด้าน social อย่างมาก และการออกผลิตภัณฑ์มาสู้กับ Facebook อาจจะต้อง “คิดใหม่ทำใหม่” โดยไม่เดินตามรอยของ Facebook แต่เน้นผลิตภัณฑ์แนวคิดใหม่ๆ ที่พัฒนาต่อจากจุดแข็งของกูเกิลเป็นหลัก
- ประชาสัมพันธ์ตัวเองให้มากกว่านี้ กูเกิลมีผลิตภัณฑ์ มากมาย แต่หลายตัวคนส่วนมากกลับไม่รู้จัก ซึ่งกูเกิลสามารถเรียนรู้จากแอปเปิลที่มีผลิตภัณฑ์ไม่มาก แต่สามารถนำจุดขายของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมาทำตลาดให้ผู้บริโภคโดนใจและจดจำ ได้ ดังนั้นกูเกิลควรทุ่มงบประมาณไปกับการประชาสัมพันธ์ตัวเองอย่างชาญฉลาด เพื่อให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาขึ้น
- ฝันให้ไกล คิดให้ใหญ่ กูเกิลยังมีโครงการอีกจำนวนมาก ที่อยู่ในห้องทดลอง โครงการหลายตัวถือเป็น “ความฝัน” ที่มนุษยชาติยังไปไม่ถึง เช่น การสแกนหนังสือให้หมดทั้งโลก หรือระบบซอฟต์แวร์แปลภาษาที่ทำงานได้จริง โครงการเหล่านี้ถือเป็นโครงการระยะยาวที่กูเกิลจะกอบโกยได้ ถ้าหากมันใช้งานและตอบโจทย์ได้จริงในอนาคต ดังนั้น Larry Page และผู้นำของกูเกิลยุคใหม่จึงต้องกล้าที่จะฝัน และกล้าที่จะยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันโครงการต่อไป แม้จะได้รับเสียงวิจารณ์ในระยะแรกว่า “ไม่มีวันทำได้”
กูเกิลในยุคที่สามของ Larry Page เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เราอาจเรียกได้ว่าตอนนี้กูเกิลกำลังอยู่ในช่วง “ปรับฐาน” สำหรับการเติบโตในระยะต่อไป เข้าสู่โลกที่คนมากกว่าครึ่งต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตเกือบตลอดเวลา และใช้งานคอมพิวเตอร์ผ่านอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ แทนที่จะเป็นพีซี กูเกิลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และวิสัยทัศน์อันยาวไกลต่ออุตสาหกรรมไอทีในอีกสิบปีข้างหน้า
กูเกิลในทศวรรษแรกพิสูจน์แล้วว่ามีดีกว่าที่ทุกคนคาด สามารถสร้างตัวจากบริษัทโนเนมขึ้นมาเป็นมหาอำนาจฟัดเหวียงกับไมโครซอฟท์และ แอปเปิลได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมองไปยังพรมแดนใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยไปถึงในอีกสิบปีถัดไป ทีมงานของกูเกิลจึงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าจะสามารถก้าวข้ามทศวรรษใหม่ ได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับทศวรรษแรกอันน่าตื่นตาตื่นใจที่พวกเขาผ่านมันมาได้แล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น