นานาทัศนะว่าด้วยโลกาภิวัฒน์
Globalization เริ่มเป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90s (ประมาณ พ.ศ. 2533) โดยในระยะแรก อ.ชัยอนันต์ สมุทวาณิช ได้บัญญัติศัพท์ Globalization ไว้ว่า “โลกานุวัฒน์” ซึ่งแปลว่า การหมุนตามโลกหรือประพฤติตามโลก หรือกระบวนการที่ทำให้โลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยทำให้ “เวลา” และ “พื้นที่” ซึ่งเคยอยู่ห่างกันกลับมาอยู่ใกล้ชิดกัน ต่อมาราชบัณฑิตยสถานเสนอให้ใช้คำว่า “โลกาภิวัตน์” แทน ซึ่งหมายถึง การแผ่ถึงกัน การเข้าถึงกัน หรือการเอาชนะโลก อย่างไรก็ดี อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กลับแย้งว่า “อภิวัฒน์” ในโลกาภิวัฒน์นั้น มีความหมายว่าปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ Globalization อาจก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียก็ได้ในแง่ของการให้คำนิยาม Globalization ได้ถูกให้ความหมายแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของผู้นิยามแต่ละท่าน รศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ แห่งภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความหมายของ Globalization ว่าหมายถึง กระบวนการการครอบคลุม เชื่อมโยงกระแสโลก โดยกระแสที่กำลังครอบโลกดังกล่าวประกอบไปด้วย
1. ระบบทุนนิยม (Capitalism) ซึ่งได้เคลื่อนย้ายไปตามความต้องการของตลาดและการแสวงหาผลกำไรสูงสุด
2. ข้อมูลข่าวสาร (Information) การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี โทรคมนาคม ทำให้การติดต่อสื่อสารถึงกันและกันดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ข่าวสารจึงแพร่ขยายถึงกันทั่วโลกได้ทันทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้น
3. ค่านิยม (Value) ซึ่งถือเป็น “เงา” ของทุนและข้อมูลที่ขยายครอบคลุมไปทั่วโลกทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
ค่า นิยมทางการเมืองประกอบไปด้วย ระบอบประชาธิปไตย (Democracy) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (Popular Participation) การสร้างประชาสังคมหรือสังคมเข้มแข็ง (Civil Society) ความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดชอบ (Accountability) ในการบริหารประเทศ หรือ ธรรมรัฐ-ธรรมราชา (Good Governance)
ค่านิยมทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การเปิดเสรี (Liberalization) ทางการเงินและการค้า การค้าเสรีและเป็นธรรม (Free&Fair Trade)
ค่านิยมทางสังคม ประกอบด้วย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Human Right) บริโภคนิยม (Consumerism) และวัตถุนิยม (Materialism)
ดร.ไชย รัตน์ เจริญสินโอฬาร ได้ให้ความหมายของ Globalization ไว้ว่าใน “วาทกรรมการพัฒนา” ว่า เป็น วาทกรรม (Discourse) ชุดหนึ่งที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก/สังคม และเป็นสำนวนล่าสุดของวากรรมการพัฒนาที่สามารถช่วงชิงความเป็นเจ้าในการนำ เสนอมุมมอง รวมตลอดถึงวิธีคิด/วิธีพูดเกี่ยวกับโลกอีกแบบที่แตกต่างไปจากทฤษฎีระบบโลก (World System)
Globalization ในฐานะที่เป็นวาทกรรม เป็นการเสนอภาพของการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกแบบเชิงเดี่ยวหรือทิศทางเดียว เช่นเดียวกับทฤษฎีการทำให้ทันสมัย (Modernization) วาทกรรมโลกาภิวัฒน์จึงไม่แตกต่างไปจากวาทกรรมการพัฒนาในอดีต ที่ยังคงเป็นเทคนิควิทยาการของอำนาจที่กระทำความรุนแรงต่อประเทศโลกที่สาม ด้วยการสลาย สั่นคลอน ถอนรากถอนโคน สลับที่สลับทาง เก็บกดปิดกั้น แทนที่/สวมรอย บรรดาเอกลักษณ์ท้องถิ่นต่างๆด้วย “เอกลักษณ์โลก”
อ.ธี ระ นุชเปี่ยม แห่งคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มองว่ากระแสโลกาภิวัฒน์เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านสารสนเทศและการขนส่ง ก่อให้เกิดเครือข่ายการติดต่อเชื่อมโยงถึงกัน การขยายตัวของทุนนิยม ที่ได้รับการกระตุ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจแพร่ขยายสู่ยุคไร้พรมแดน กระแสวัฒนธรรมที่มีรากฐานอยู่ที่วัฒนธรรมทุนนิยมตะวันตกได้แพร่ขยายไปทั่ว โลกและมีแนวโน้มจะมีอิทธิพลเหนือหรือเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น
โลกา ภิวัฒน์เป็น “กระบวนการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่ประเทศและระบบเศรษฐกิจต่างๆใน โลกได้เข้ามาเชื่อมโยง ผูกพันกันด้วยผลของกิจกรรมข้ามพรแดนที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัฒน์ (ตามทัศนะของ Kanter and Pittinsky) ประกอบด้วย
- ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้าย (Mobility) ซึ่งในที่นี้หมายถึง ทุน เกี่ยวข้องกับความสามารถหรือเสรีภาพของแรงงาน ความรู้ความคิด ข้อมูลข่าวสาร และอื่นๆ ที่จะเคลื่อนย้ายจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่งได้โดยง่ายหรือโดยมี อุปสรรคขัดขวางน้อยลง
- การเกิดขึ้นหรือมีอยู่ในขณะเดียวกัน (Simultaneity) เช่นสินค้าหรือบริการอย่างเดียวกันสามารถจะหาได้ในที่ต่างๆทั่วโลก
- การมีช่องทางให้เลือกในการดำเนินการได้มากกว่าช่องทางปกติ (By-pass) เกี่ยวข้องกับโอกาสหรือความสามารถโดยเฉพาะของนักลงทุนที่จะเข้าถึงธุรกิจ หรือผู้บริโภคทั่วโลก
- ความหลากหลายอันเกิดจากการกระจายการดำเนินงาน (Pluralism) เกี่ยวข้องกับการกระจายกิจกรรม การดำเนินงานที่แต่เดิมอาจจะผูกขาดอยู่ที่ศูนย์หรือแหล่งไม่กี่แห่งในโลก ออกไปยังท้องถิ่นหรือศูนย์ใหม่ๆที่หลากหลาย
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังมีผลต่อลักษณะและวิธีการการดำเนินงาน โดยเฉพาะในทางธุรกิจและอุตสกรรมที่เน้นนวกรรมที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตที่มุ่งประสิทธิภาพจากการผลิตจำนวนมากๆ (Economy Of Scale) เปลี่ยนไปเป็นการผลิตในระดับหรือขอบเขตที่เหมาะสม (Economy of Scope) มากยิ่งขึ้น
รัฐกับโลกไร้พรมแดน : โลกาภิวัตน์เป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งระบบตลาด เป็นแนวโน้มที่เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการเปิดเสรีและการลดบทบาทของรัฐในด้าน ต่างๆ แต่พร้อมกันนี้ โลกาภิวัฒน์ก็เป็นพลังที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของตลาดด้วยการขยายขอบเขต กิจกรรม การดำเนินงานของตลาดออกไปทั่วโลก ในขณะที่โอกาสและความสามารถของรัฐที่จะควบคุมระบบตลาดกลับจะยิ่งเสื่อมถอยลง ไปเรื่อยๆ ความเป็นไปได้ที่ระบบตลาดจะเข้าครอบงำหรือมีอิทธิพลเหนือกระบวนการ ประชาธิปไตย โดยเฉพาะการครอบงำของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเหนือจริยธรรมประชาธิปไตย
การ ผลิตและการกระจายสินค้าและบริการ กลายเป็นกิจกรรมข้ามพรมแดนที่ทำให้อำนาจรัฐในการควบคุมภาษี ตลาด แรงงาน และทุนถูกจำกัดลงอย่างมาก ในยุคโลกาภิวัฒน์ รัฐเองเป็นฝ่าย “เปิดเสรี” ให้บริษัทหรือกิจการข้ามชาติเข้ามาดำเนินกิจกรรมด้านการผลิต แปรรูป และบริการด้านต่างๆ เช่น กฎหมาย บัญชี การเงินและบริการให้คำปรึกษาด้านต่างๆ
หากมองในแง่ดี พลังและกิจการข้ามชาติอาจมีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็งของรัฐได้ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการค้าและอุตสาหกรรม จากความสามารถของบริษัทและกิจการข้ามชาติในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศและการ เป็นแหล่งทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงในด้านการสร้างความมั่นคงและการลดความตึงเครียดทางสังคม ซึ่งบริษัทและกิจการข้ามชาติ เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญแทนที่รัฐในการส่งเสริมสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่และ บุคลากร รวมทั้งเป็นผู้อุปถัมภ์กิจกรรมด้านวัฒนธรรม กีฬาและสาธารณประโยชน์อื่นๆ
สภาพความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในกระแสโลกา ภิวัฒน์ :ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้เปลี่ยนจากการแข่งขัน แย่งชิงดินแดนและทรัพยากร กลายเป็นการแข่งขันแสวงหาตลาดที่กลายมามีสภาพข้ามชาติอย่างแท้จริง ในขณะที่กิจกรรมทางการค้าได้เปลี่ยนจากลัทธิการค้า (Mercantilism) เพื่อผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ กลายเป็นกิจกรรมทางการค้าที่ซับซ้อนและมีกลไกและวิธีการอันหลากหลาย เช่น การย้ายฐานการผลิต (relocation of production) การผลิตจากการได้รับใบอนุญาตและสิทธิบัตรจากต่างประเทศ (Licensing/franchising) พร้อมกันนี้ยังปรากฏ การทูตแผนใหม่ (new diplomacy) ที่มุ่งการหาพันธมิตรทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม ซึ่งหุ้นส่วนจะมิใช่รัฐด้วยกันแต่อาจเป็นบริษัทเอกชนกับรัฐ
การเผชิญ หน้าทางวัฒนธรรม :ประเด็นด้านวัฒนธรรมกลายเป็นข้อตกลงเดียวทางความคิดในช่วงสงคราเย็น โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปรากฏบทความ “The End of History” ของ Francis Fukuyama (1998) และ ”The Clash of Civilization” ของ Samuel P. Huntington (1993) ซึ่งมีแนวคิดหลักคือ การขัดแย้งหรือข้อแตกต่างทางวัฒนธรรมที่มีรากฐานความเป็นมาที่ยาวนานและ ละเอียดอ่อนกว่าความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองในยุคสงครามเย็น จะหวันกลับมาเป็นรอยปริแยกและเครื่องแบ่งแยกสำคัญในการเมืองโลกหลังสงคราม เย็น
การเข้าถึงกันของประชากรในส่วนต่างๆของโลกหรือการมีประสบการณ์ ร่วมในหลายลักษณะ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง เช่น ความขัดแย้งทางการค้าและความตึงเครียดจากปัญหาการเคลื่อนย้ายของประชากรและ แรงงาน Huntington เชื่อว่าเมื่อเส้นแบ่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสงครามเย็นสิ้นสุดลง รอยปริแตกทางวัฒนธรรมที่เคยมีอยู่แล้วแต่ถูกกลบเกลื่อนไว้โดยความขัดแย้งทาง อำนาจและอุดมการณ์ช่วงสงครามเย็น จะกลายมาเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาความรุนแรงในโลก
อ.พิษณุ สุนทรารักษ์ ให้ความหมายของโลกาภิวัฒน์ไว้ว่า ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ อันได้แก่
- การกระจายระบบการผลิตไปทั่วทุกหนแห่ง โดยมุ่งหวังที่การลดต้นทุน การผลิตและการครอบครองตลาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- การเชื่อมโยงทุกพื้นที่ของโลก โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมล้ำยุคอันจะมีผลให้โลกแคบลง สามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกขึ้นและไม่มีความลับอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ได้มีการนำเสนอกันในหลายแง่มุมแต่สามารถสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญดังนี้
1. การเคลื่อนย้ายของทุนและโยกย้ายระบบการผลิตไปตามภูมิภาคต่างๆของโลกที่ไร้พรมแดน (Borderless World)
2. บทบาทของรัฐที่ลดน้อยลง (Retreat of the state) และถูกแทนที่ด้วยบรรษัทข้ามชาติ
3. การร่วมมือในระดับภูมิภาคของกลุ่มการค้า
4. ความสำคัญของข้อมูลข่าวสารและอิทธิพลที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆของสื่อมวลชน
5. โลกในระบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar)
6. การปะทะกันขั้นแตกหักในระดับโลก จะเกิดจากความแตกต่างด้านอารยธรรมตามทัศนะของ Huntington
Susan Strange ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ซึ่งเป็นผลพวงของระบบทุนนิยมโลก ได้บั่นทอนอำนาจรัฐและทำให้ทฤษฏีที่เคยใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศหมดประสิทธิภาพไป โดยอำนาจซึ่งเป็นหัวใจของวิชารัฐศาสตร์ มีการผันแปรไปในลักษณะต่างๆคือ
1. เปลี่ยนจากประเทศที่อ่อนแอไปอยู่ในมือประเทศที่เข้มแข็งกว่า ซึ่งสามารถแผ่บารมีภายในภูมิภาคหรือทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ย้ายจากรัฐไปสู่ตลาดและลงเอยที่ Non-state Authorities เช่น บรรษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ มาเฟียข้ามชาติ บรรษัทประกันภัย บรรษัทที่ทำธุรกิจด้านการบัญชี กลุ่มผูกขาดการผลิตสินค้าหรือการให้บริการพิเศษบางประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ
3. หายสาบสูญไปบางส่วน เนื่องจากไม่มีใครใช้อำนาจ (อำนาจมีอยู่ทุกหนทุกแห่งขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถไขว่คว้ามาใช้ได้หรือไม่และอย่างไร)
ส่วน พัฒนาการที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายตัวอย่าง รวดเร็วของระบบทุนนิยมที่ได้เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆของโลกไว้ด้วยกันคือ การค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นและการขยายตัวของตลาดทุน (Capital Market)
การมองกระแสโลกาภิวัฒน์ตามแนววิพากษ์โดยมาร์ตินและชูมาน มองว่า โลกาภิวัฒน์คือกระบวนการเชื่อมโยงโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน การขับเคลื่อนมีการเคลื่อนไหวที่เร็วเกินไปเหมือนกับรถไฟที่ไร้พนักงานควบ คุม มีเพียงรัฐเท่านั้นที่จะสามารถควบคุมกระบวนการโลกาภิวัฒน์ ให้อยู่ในร่องในรอยและเอื้อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โลกาภิวัฒน์มิได้มีหลักการใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นการทำลายและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างต่างๆอันมีผลให้ ประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ในสภาพกดดันอย่างหนักและมิอาจจะรับสถานการณ์ใหม่ๆได้เท่าที่ควร
มาร์ ตินและชูมานเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ “กับดักโลก” (Global Trap) คือ สถานการณ์ที่ประเทศร่ำรวยของโลกตกเป็นจำเลยของนโยบายต่างๆ โดยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆได้ ทั้งๆที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดแนวทางเหล่านี้ขึ้นมาทั้งสิ้น ในขณะที่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา “กับดักโลก” ก็คือการตกเป็นเหยื่อหรือเป็นเบี้ยล่างทันทีที่ยอมรับกฏข้อบังคับของระบบการ ค้าเสรี
สำหรับปัญหาของโลกาภิวัฒน์ตามทัศนะของไกรเดอร์ คือ
1. ปัญหาการผลิตล้นตลาดแต่การบริโภคต่ำ (Overproduction-Underconsumption)
2. ระบบทุนนิยมกำลังเคลื่อนอย่างรวดเร็วดังรถไฟที่ปราศจากคนขับ หากใครขวางหรือไม่หลีกทางก็จะพบกับความหายนะในขณะที่ตัวรถไฟเองก็สามารถตก รางได้ทุกเมื่อเช่นกัน
3. ประเทศกำลังพัฒนาล้วนมี “ตัณหา” เพราะต้องการเทคโนโลยีเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ จึงตกเป็นเหยื่อของบรรษัทลงทุนข้ามชาติและไม่ค่อยกล้าใช้ความเด็ดขาดกับต่าง ประเทศ เนื่องจากเกรงว่าอาจจะก่อให้เกิดการไหลออกของทุน (Capital Flight)
Thomas L Freiedman นักเขียนบทความด้านกิจการระหว่างประเทศของหนังสือพิมพ์ The New York Time ได้อธิบายความหมายของโลกาภิวัฒน์ไว้อย่างละเอียดละออในหนังสือที่มีชื่อ เสียงของเขาคือ The Lexus and the Olive Tree : Understanding Globalization โดยเฉพาะในบทที่ 1 What is Globalization ซึ่งเขาอธิบายว่า Globalization เป็นระบบ ( system ) ที่เข้ามาแทนที่ Cold War System ในฐานะ International System ที่มีคุณลักษณะเป็นพิเศษของตัวเอง Globalization System ไม่ได้มีลักษณะคงที่ ( Static ) เหมือนสงครามเย็น แต่เป็นกระบวนการที่เดินไปข้างหน้าอย่างมีพลวัตร ( dynamic ongoing process )
Globalization มีความเกี่ยวโยงอย่างเหนียวแน่นกับตลาด ( market ) รัฐชาติ ( Nation – states ) และเทคโนโลยี ( Technologies ) ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะในกระบวนการที่ช่วยให้ปัจเจกบุคคล , บรรษัทเอกชนและรัฐชาติสามารถเข้าถึงส่วนต่างๆของโลกได้อย่างรวดเร็ว ลึกซึ้งและประหยัดกว่าที่เคยเป็นมา รวมถึงในวิถีทางที่โลกาภิวัฒน์ ได้สร้างกระแสการโจมตีอย่างทรงพลังจาก ผู้พี่ ไม่สามารถคิดตามระบบใหม่นี้ได้อย่างเท่าทัน
แนวคิดเบื้องหลังของการพลัก ดัน Globalization ก็คือ ระบบทุนนิยมบนฐานของตลาดเสรี ( Free-market capitalism ) ซึ่งยึดหลักการว่า การปล่อยให้ตลาดเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ที่มากเท่าไหร่ ก็จะยังช่วยให้เศรษฐกิจมีการแข่งขันและการค้าอย่างเสรีมากขึ้น พร้อมกับความมีประสิทธิภาพและความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้นGlobalization คือการแพร่ขยายของระบบทุนนิยมตลาดเสรี ( Free-market capitalism ) ไปสู่ทุกประเทศในโลก โดยมีชุดของกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ ( Set of economic rules ) ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรี การลดความเข้มงวด ( derequlating ) และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ( privatizing )
Globalization มีวัฒนธรรมครอบงำ ( Dominant Culture ) ที่สำคัญคือ การรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ( Homogenizing ) ทางด้านวัฒนธรรมในระดับโลก กล่าวคือทำให้โลกมีวัฒนธรรมเดียวกัน ภายใต้ระบบอเมริกัน ( Americanization ) Globalization มีเทคโนโลยีที่สำคัญ คือ ระบบการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ (Computerization ) เทคโนโลยีการย่อส่วน ( Miniaturization ) เทคโนโลยีดิจิตอล ( Digitization ) การสื่อสารผ่านดาวเทียม ( Satellite communication ) เทคโนโลยีการผ่านใยแก้วนำแสง ( Fiberoptics ) และอินเตอร์เน็ต ( Internet ) ซึ่งล้วนแต่สร้างทัศนียภาพ ( perspective ) ของ Globalization ขึ้นในรูปแบบของการ “ บูรณาการ “ ( Integration ) ซึ่งตรงข้ามกับ “ การแบ่งแยก “ ( division ) ของ Cold War โดยมีเครือข่าย World Wide Web เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ จากบทบาทในการผสานผู้คนทั่วทุกมุมโลกเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ในขณะที่เอกสาร ( document ) สำคัญของ Globalization คือ “ ความตกลง “ ( The deal )
มาตร วัดที่สำคัญของ Globalization คือ ความเร็วในการทำการค้า การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร โทรคมนาคม และการประดิษฐ์คิดค้น ส่วนนักคิดคนสำคัญของ Globalization คือ Joseph Schumpeter อดีตรัฐมนตรีกระทวงการคลังออสเตรเลีย ที่เห็นว่าส่วนสำคัญที่สุดของระบบทุนนิยมก็คือ “ การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ “ ( Creative destruction ) ซึ่งเป็นวงจรอันถาวรแห่งการทำลายผลิตภัณฑ์และบริการที่หย่อนประสิทธิภาพและ ล้าสมัย แล้วแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม กับอีกรายคือ Andy Grove อดีตประธานบริษัท Intel ที่นำแนวคิดไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
หากมองในแง่ทฤษฎีของ Carl Schmitt หาก Cold War คือโลกของมิตรและศัตรู Globalization ก็จะเป็นสิ่งตรงข้ามคือ การพยายามเปลี่ยนมิตรและศัตรูทั้งหมด ( All friend and enemies ) ให้เป็น “ คู่แข่งขัน “ ( Competitions ) ในขณะที่ความกลัวของโลกของ Globalization คือการจู่โจมจากศัตรูที่มองไม่เห็นGlobalization มีรูปแบบทางสถิติเป็นของตัวเอง ( demographic pattern ) คือการเคลื่อนย้ายของประชากรจากภาคชนบทและภาคเกษตรกรรม ไปสู่สังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สังคมเมืองมีการเชื่อมโยงกับกระแสแนวโน้มและความเป็นไปของโลกมาก ขึ้นโครงสร้างอำนาจที่สำคัญ ( Structure of Power ) ของ Globalization คือ ดุลยภาพ 3 ประการที่ทับซ้อนกันอยู่ ประกอบด้วย
1) ดุลยภาพแบบดั้งเดิม ( traditional balance ) ระหว่างรัฐชาติ - กลายเป็นอภิมหาอำนาจผู้ครอบงำ ( dominant Superpower ) แต่เพียงลำพัง ในขณะที่ชาติอื่นๆ ได้กลายเป็นบริวารในระดับที่แตกต่างกันไป
2) ดุลยภาพระหว่างรัฐชาติ ( Nation-states ) กับตลาดโลก ( Global Markets ) – ทัศนคติของกลุ่มนักลงทุนในตลาดที่สำคัญของโลก(Supermarkets) มีผลต่อรัฐชาติอย่างใหญ่หลวง จนอาจนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลของรัฐได้
3) ดุลยภาพระหว่างปัจเจกชน ( individual ) และรัฐชาติ - Globalization เพิ่มอำนาจให้กับปัจเจกชนด้วยการทำลายกำแพง มีจำกัดการเคลื่อนไหวและการเข้าถึงผู้คน รวมถึงการผสานโลกเข้าด้วยกัน โดยผ่านเครือข่ายโดยเฉพาะอำนาจในการควบคุมตลาดและรัฐชาติ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จนทำให้ปัจเจกชนกลายเป็น Super-empowered individual ซึ่งสามารถแสดงบทบาทบนเวทีโลกได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านความช่วยเหลือของรัฐ บริษัทเอกชนหรือสถานบันใดๆ ได้ดังเช่นแบบเดิม
บรรณานุกรม
จุลชีพ ชินวรรโน (2542) “รอยต่อระหว่างศตวรรษ : กระแสโลกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ระหว่างประเทศ”, 77-97.รัฐศาสตร์สาร 21/1
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2542) “การเมืองเอกลักษณ์ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์”, 312-384 วาทกรรมการพัฒนา กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิภาษา.
ธี ระ นุชเปี่ยม (2542) “รัฐในกระแสโลกาภิวัฒน์”, 83-111.การเมืองโลกหลังสมัยใหม่ กรุงเทพฯ:บริษัทศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์จำกัด.
พิษณุ สุนทรารักษ์ (2541) “วิจารณ์หนังสือโลกาภิวัฒน์ : การเรียกร้องให้รัฐกลับมาช่วยสังคมอีกครั้ง” รัฐศาสตร์สาร 20/3.
Friedman, Thomas L. (1999). The Lexus and The Olive Tree : Understanding Globalization,New York:Farrar Straus Giroux.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น