บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

นานาทัศนะว่าด้วยโลกาภิวัฒน์

นานาทัศนะว่าด้วยโลกาภิวัฒน์
Globalization เริ่มเป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90s (ประมาณ พ.ศ. 2533) โดยในระยะแรก อ.ชัยอนันต์ สมุทวาณิช ได้บัญญัติศัพท์ Globalization ไว้ว่า “โลกานุวัฒน์” ซึ่งแปลว่า การหมุนตามโลกหรือประพฤติตามโลก หรือกระบวนการที่ทำให้โลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยทำให้ “เวลา” และ “พื้นที่” ซึ่งเคยอยู่ห่างกันกลับมาอยู่ใกล้ชิดกัน ต่อมาราชบัณฑิตยสถานเสนอให้ใช้คำว่า “โลกาภิวัตน์” แทน ซึ่งหมายถึง การแผ่ถึงกัน การเข้าถึงกัน หรือการเอาชนะโลก อย่างไรก็ดี อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กลับแย้งว่า “อภิวัฒน์” ในโลกาภิวัฒน์นั้น มีความหมายว่าปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ Globalization อาจก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียก็ได้

ในแง่ของการให้คำนิยาม Globalization ได้ถูกให้ความหมายแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของผู้นิยามแต่ละท่าน รศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ แห่งภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความหมายของ Globalization ว่าหมายถึง กระบวนการการครอบคลุม เชื่อมโยงกระแสโลก โดยกระแสที่กำลังครอบโลกดังกล่าวประกอบไปด้วย

1. ระบบทุนนิยม (Capitalism) ซึ่งได้เคลื่อนย้ายไปตามความต้องการของตลาดและการแสวงหาผลกำไรสูงสุด
2. ข้อมูลข่าวสาร (Information) การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี โทรคมนาคม ทำให้การติดต่อสื่อสารถึงกันและกันดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ข่าวสารจึงแพร่ขยายถึงกันทั่วโลกได้ทันทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้น
3. ค่านิยม (Value) ซึ่งถือเป็น “เงา” ของทุนและข้อมูลที่ขยายครอบคลุมไปทั่วโลกทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

ค่า นิยมทางการเมืองประกอบไปด้วย ระบอบประชาธิปไตย (Democracy) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (Popular Participation) การสร้างประชาสังคมหรือสังคมเข้มแข็ง (Civil Society) ความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดชอบ (Accountability) ในการบริหารประเทศ หรือ ธรรมรัฐ-ธรรมราชา (Good Governance)

ค่านิยมทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การเปิดเสรี (Liberalization) ทางการเงินและการค้า การค้าเสรีและเป็นธรรม (Free&Fair Trade)

ค่านิยมทางสังคม ประกอบด้วย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Human Right) บริโภคนิยม (Consumerism) และวัตถุนิยม (Materialism)

ดร.ไชย รัตน์ เจริญสินโอฬาร ได้ให้ความหมายของ Globalization ไว้ว่าใน “วาทกรรมการพัฒนา” ว่า เป็น วาทกรรม (Discourse) ชุดหนึ่งที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก/สังคม และเป็นสำนวนล่าสุดของวากรรมการพัฒนาที่สามารถช่วงชิงความเป็นเจ้าในการนำ เสนอมุมมอง รวมตลอดถึงวิธีคิด/วิธีพูดเกี่ยวกับโลกอีกแบบที่แตกต่างไปจากทฤษฎีระบบโลก (World System)

Globalization ในฐานะที่เป็นวาทกรรม เป็นการเสนอภาพของการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกแบบเชิงเดี่ยวหรือทิศทางเดียว เช่นเดียวกับทฤษฎีการทำให้ทันสมัย (Modernization) วาทกรรมโลกาภิวัฒน์จึงไม่แตกต่างไปจากวาทกรรมการพัฒนาในอดีต ที่ยังคงเป็นเทคนิควิทยาการของอำนาจที่กระทำความรุนแรงต่อประเทศโลกที่สาม ด้วยการสลาย สั่นคลอน ถอนรากถอนโคน สลับที่สลับทาง เก็บกดปิดกั้น แทนที่/สวมรอย บรรดาเอกลักษณ์ท้องถิ่นต่างๆด้วย “เอกลักษณ์โลก”

อ.ธี ระ นุชเปี่ยม แห่งคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มองว่ากระแสโลกาภิวัฒน์เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านสารสนเทศและการขนส่ง ก่อให้เกิดเครือข่ายการติดต่อเชื่อมโยงถึงกัน การขยายตัวของทุนนิยม ที่ได้รับการกระตุ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจแพร่ขยายสู่ยุคไร้พรมแดน กระแสวัฒนธรรมที่มีรากฐานอยู่ที่วัฒนธรรมทุนนิยมตะวันตกได้แพร่ขยายไปทั่ว โลกและมีแนวโน้มจะมีอิทธิพลเหนือหรือเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น

โลกา ภิวัฒน์เป็น “กระบวนการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่ประเทศและระบบเศรษฐกิจต่างๆใน โลกได้เข้ามาเชื่อมโยง ผูกพันกันด้วยผลของกิจกรรมข้ามพรแดนที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัฒน์ (ตามทัศนะของ Kanter and Pittinsky) ประกอบด้วย

- ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้าย (Mobility) ซึ่งในที่นี้หมายถึง ทุน เกี่ยวข้องกับความสามารถหรือเสรีภาพของแรงงาน ความรู้ความคิด ข้อมูลข่าวสาร และอื่นๆ ที่จะเคลื่อนย้ายจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่งได้โดยง่ายหรือโดยมี อุปสรรคขัดขวางน้อยลง
- การเกิดขึ้นหรือมีอยู่ในขณะเดียวกัน (Simultaneity) เช่นสินค้าหรือบริการอย่างเดียวกันสามารถจะหาได้ในที่ต่างๆทั่วโลก
- การมีช่องทางให้เลือกในการดำเนินการได้มากกว่าช่องทางปกติ (By-pass) เกี่ยวข้องกับโอกาสหรือความสามารถโดยเฉพาะของนักลงทุนที่จะเข้าถึงธุรกิจ หรือผู้บริโภคทั่วโลก
- ความหลากหลายอันเกิดจากการกระจายการดำเนินงาน (Pluralism) เกี่ยวข้องกับการกระจายกิจกรรม การดำเนินงานที่แต่เดิมอาจจะผูกขาดอยู่ที่ศูนย์หรือแหล่งไม่กี่แห่งในโลก ออกไปยังท้องถิ่นหรือศูนย์ใหม่ๆที่หลากหลาย

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังมีผลต่อลักษณะและวิธีการการดำเนินงาน โดยเฉพาะในทางธุรกิจและอุตสกรรมที่เน้นนวกรรมที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตที่มุ่งประสิทธิภาพจากการผลิตจำนวนมากๆ (Economy Of Scale) เปลี่ยนไปเป็นการผลิตในระดับหรือขอบเขตที่เหมาะสม (Economy of Scope) มากยิ่งขึ้น
รัฐกับโลกไร้พรมแดน : โลกาภิวัตน์เป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งระบบตลาด เป็นแนวโน้มที่เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการเปิดเสรีและการลดบทบาทของรัฐในด้าน ต่างๆ แต่พร้อมกันนี้ โลกาภิวัฒน์ก็เป็นพลังที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของตลาดด้วยการขยายขอบเขต กิจกรรม การดำเนินงานของตลาดออกไปทั่วโลก ในขณะที่โอกาสและความสามารถของรัฐที่จะควบคุมระบบตลาดกลับจะยิ่งเสื่อมถอยลง ไปเรื่อยๆ ความเป็นไปได้ที่ระบบตลาดจะเข้าครอบงำหรือมีอิทธิพลเหนือกระบวนการ ประชาธิปไตย โดยเฉพาะการครอบงำของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเหนือจริยธรรมประชาธิปไตย

การ ผลิตและการกระจายสินค้าและบริการ กลายเป็นกิจกรรมข้ามพรมแดนที่ทำให้อำนาจรัฐในการควบคุมภาษี ตลาด แรงงาน และทุนถูกจำกัดลงอย่างมาก ในยุคโลกาภิวัฒน์ รัฐเองเป็นฝ่าย “เปิดเสรี” ให้บริษัทหรือกิจการข้ามชาติเข้ามาดำเนินกิจกรรมด้านการผลิต แปรรูป และบริการด้านต่างๆ เช่น กฎหมาย บัญชี การเงินและบริการให้คำปรึกษาด้านต่างๆ

หากมองในแง่ดี พลังและกิจการข้ามชาติอาจมีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็งของรัฐได้ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการค้าและอุตสาหกรรม จากความสามารถของบริษัทและกิจการข้ามชาติในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศและการ เป็นแหล่งทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงในด้านการสร้างความมั่นคงและการลดความตึงเครียดทางสังคม ซึ่งบริษัทและกิจการข้ามชาติ เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญแทนที่รัฐในการส่งเสริมสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่และ บุคลากร รวมทั้งเป็นผู้อุปถัมภ์กิจกรรมด้านวัฒนธรรม กีฬาและสาธารณประโยชน์อื่นๆ

สภาพความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในกระแสโลกา ภิวัฒน์ :ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้เปลี่ยนจากการแข่งขัน แย่งชิงดินแดนและทรัพยากร กลายเป็นการแข่งขันแสวงหาตลาดที่กลายมามีสภาพข้ามชาติอย่างแท้จริง ในขณะที่กิจกรรมทางการค้าได้เปลี่ยนจากลัทธิการค้า (Mercantilism) เพื่อผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ กลายเป็นกิจกรรมทางการค้าที่ซับซ้อนและมีกลไกและวิธีการอันหลากหลาย เช่น การย้ายฐานการผลิต (relocation of production) การผลิตจากการได้รับใบอนุญาตและสิทธิบัตรจากต่างประเทศ (Licensing/franchising) พร้อมกันนี้ยังปรากฏ การทูตแผนใหม่ (new diplomacy) ที่มุ่งการหาพันธมิตรทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม ซึ่งหุ้นส่วนจะมิใช่รัฐด้วยกันแต่อาจเป็นบริษัทเอกชนกับรัฐ

การเผชิญ หน้าทางวัฒนธรรม :ประเด็นด้านวัฒนธรรมกลายเป็นข้อตกลงเดียวทางความคิดในช่วงสงคราเย็น โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปรากฏบทความ “The End of History” ของ Francis Fukuyama (1998) และ ”The Clash of Civilization” ของ Samuel P. Huntington (1993) ซึ่งมีแนวคิดหลักคือ การขัดแย้งหรือข้อแตกต่างทางวัฒนธรรมที่มีรากฐานความเป็นมาที่ยาวนานและ ละเอียดอ่อนกว่าความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองในยุคสงครามเย็น จะหวันกลับมาเป็นรอยปริแยกและเครื่องแบ่งแยกสำคัญในการเมืองโลกหลังสงคราม เย็น

การเข้าถึงกันของประชากรในส่วนต่างๆของโลกหรือการมีประสบการณ์ ร่วมในหลายลักษณะ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง เช่น ความขัดแย้งทางการค้าและความตึงเครียดจากปัญหาการเคลื่อนย้ายของประชากรและ แรงงาน Huntington เชื่อว่าเมื่อเส้นแบ่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสงครามเย็นสิ้นสุดลง รอยปริแตกทางวัฒนธรรมที่เคยมีอยู่แล้วแต่ถูกกลบเกลื่อนไว้โดยความขัดแย้งทาง อำนาจและอุดมการณ์ช่วงสงครามเย็น จะกลายมาเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาความรุนแรงในโลก

อ.พิษณุ สุนทรารักษ์ ให้ความหมายของโลกาภิวัฒน์ไว้ว่า ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ อันได้แก่

- การกระจายระบบการผลิตไปทั่วทุกหนแห่ง โดยมุ่งหวังที่การลดต้นทุน การผลิตและการครอบครองตลาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- การเชื่อมโยงทุกพื้นที่ของโลก โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมล้ำยุคอันจะมีผลให้โลกแคบลง สามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกขึ้นและไม่มีความลับอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ได้มีการนำเสนอกันในหลายแง่มุมแต่สามารถสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญดังนี้
1. การเคลื่อนย้ายของทุนและโยกย้ายระบบการผลิตไปตามภูมิภาคต่างๆของโลกที่ไร้พรมแดน (Borderless World)
2. บทบาทของรัฐที่ลดน้อยลง (Retreat of the state) และถูกแทนที่ด้วยบรรษัทข้ามชาติ
3. การร่วมมือในระดับภูมิภาคของกลุ่มการค้า
4. ความสำคัญของข้อมูลข่าวสารและอิทธิพลที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆของสื่อมวลชน
5. โลกในระบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar)
6. การปะทะกันขั้นแตกหักในระดับโลก จะเกิดจากความแตกต่างด้านอารยธรรมตามทัศนะของ Huntington

Susan Strange ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ซึ่งเป็นผลพวงของระบบทุนนิยมโลก ได้บั่นทอนอำนาจรัฐและทำให้ทฤษฏีที่เคยใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศหมดประสิทธิภาพไป โดยอำนาจซึ่งเป็นหัวใจของวิชารัฐศาสตร์ มีการผันแปรไปในลักษณะต่างๆคือ

1. เปลี่ยนจากประเทศที่อ่อนแอไปอยู่ในมือประเทศที่เข้มแข็งกว่า ซึ่งสามารถแผ่บารมีภายในภูมิภาคหรือทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ย้ายจากรัฐไปสู่ตลาดและลงเอยที่ Non-state Authorities เช่น บรรษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ มาเฟียข้ามชาติ บรรษัทประกันภัย บรรษัทที่ทำธุรกิจด้านการบัญชี กลุ่มผูกขาดการผลิตสินค้าหรือการให้บริการพิเศษบางประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ
3. หายสาบสูญไปบางส่วน เนื่องจากไม่มีใครใช้อำนาจ (อำนาจมีอยู่ทุกหนทุกแห่งขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถไขว่คว้ามาใช้ได้หรือไม่และอย่างไร)

ส่วน พัฒนาการที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายตัวอย่าง รวดเร็วของระบบทุนนิยมที่ได้เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆของโลกไว้ด้วยกันคือ การค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นและการขยายตัวของตลาดทุน (Capital Market)

การมองกระแสโลกาภิวัฒน์ตามแนววิพากษ์โดยมาร์ตินและชูมาน มองว่า โลกาภิวัฒน์คือกระบวนการเชื่อมโยงโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน การขับเคลื่อนมีการเคลื่อนไหวที่เร็วเกินไปเหมือนกับรถไฟที่ไร้พนักงานควบ คุม มีเพียงรัฐเท่านั้นที่จะสามารถควบคุมกระบวนการโลกาภิวัฒน์ ให้อยู่ในร่องในรอยและเอื้อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โลกาภิวัฒน์มิได้มีหลักการใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นการทำลายและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างต่างๆอันมีผลให้ ประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ในสภาพกดดันอย่างหนักและมิอาจจะรับสถานการณ์ใหม่ๆได้เท่าที่ควร

มาร์ ตินและชูมานเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ “กับดักโลก” (Global Trap) คือ สถานการณ์ที่ประเทศร่ำรวยของโลกตกเป็นจำเลยของนโยบายต่างๆ โดยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆได้ ทั้งๆที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดแนวทางเหล่านี้ขึ้นมาทั้งสิ้น ในขณะที่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา “กับดักโลก” ก็คือการตกเป็นเหยื่อหรือเป็นเบี้ยล่างทันทีที่ยอมรับกฏข้อบังคับของระบบการ ค้าเสรี

สำหรับปัญหาของโลกาภิวัฒน์ตามทัศนะของไกรเดอร์ คือ

1. ปัญหาการผลิตล้นตลาดแต่การบริโภคต่ำ (Overproduction-Underconsumption)
2. ระบบทุนนิยมกำลังเคลื่อนอย่างรวดเร็วดังรถไฟที่ปราศจากคนขับ หากใครขวางหรือไม่หลีกทางก็จะพบกับความหายนะในขณะที่ตัวรถไฟเองก็สามารถตก รางได้ทุกเมื่อเช่นกัน
3. ประเทศกำลังพัฒนาล้วนมี “ตัณหา” เพราะต้องการเทคโนโลยีเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ จึงตกเป็นเหยื่อของบรรษัทลงทุนข้ามชาติและไม่ค่อยกล้าใช้ความเด็ดขาดกับต่าง ประเทศ เนื่องจากเกรงว่าอาจจะก่อให้เกิดการไหลออกของทุน (Capital Flight)

Thomas L Freiedman นักเขียนบทความด้านกิจการระหว่างประเทศของหนังสือพิมพ์ The New York Time ได้อธิบายความหมายของโลกาภิวัฒน์ไว้อย่างละเอียดละออในหนังสือที่มีชื่อ เสียงของเขาคือ The Lexus and the Olive Tree : Understanding Globalization โดยเฉพาะในบทที่ 1 What is Globalization ซึ่งเขาอธิบายว่า Globalization เป็นระบบ ( system ) ที่เข้ามาแทนที่ Cold War System ในฐานะ International System ที่มีคุณลักษณะเป็นพิเศษของตัวเอง Globalization System ไม่ได้มีลักษณะคงที่ ( Static ) เหมือนสงครามเย็น แต่เป็นกระบวนการที่เดินไปข้างหน้าอย่างมีพลวัตร ( dynamic ongoing process )

Globalization มีความเกี่ยวโยงอย่างเหนียวแน่นกับตลาด ( market ) รัฐชาติ ( Nation – states ) และเทคโนโลยี ( Technologies ) ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะในกระบวนการที่ช่วยให้ปัจเจกบุคคล , บรรษัทเอกชนและรัฐชาติสามารถเข้าถึงส่วนต่างๆของโลกได้อย่างรวดเร็ว ลึกซึ้งและประหยัดกว่าที่เคยเป็นมา รวมถึงในวิถีทางที่โลกาภิวัฒน์ ได้สร้างกระแสการโจมตีอย่างทรงพลังจาก ผู้พี่ ไม่สามารถคิดตามระบบใหม่นี้ได้อย่างเท่าทัน
แนวคิดเบื้องหลังของการพลัก ดัน Globalization ก็คือ ระบบทุนนิยมบนฐานของตลาดเสรี ( Free-market capitalism ) ซึ่งยึดหลักการว่า การปล่อยให้ตลาดเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ที่มากเท่าไหร่ ก็จะยังช่วยให้เศรษฐกิจมีการแข่งขันและการค้าอย่างเสรีมากขึ้น พร้อมกับความมีประสิทธิภาพและความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้นGlobalization คือการแพร่ขยายของระบบทุนนิยมตลาดเสรี ( Free-market capitalism ) ไปสู่ทุกประเทศในโลก โดยมีชุดของกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ ( Set of economic rules ) ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรี การลดความเข้มงวด ( derequlating ) และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ( privatizing )

Globalization มีวัฒนธรรมครอบงำ ( Dominant Culture ) ที่สำคัญคือ การรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ( Homogenizing ) ทางด้านวัฒนธรรมในระดับโลก กล่าวคือทำให้โลกมีวัฒนธรรมเดียวกัน ภายใต้ระบบอเมริกัน ( Americanization ) Globalization มีเทคโนโลยีที่สำคัญ คือ ระบบการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ (Computerization ) เทคโนโลยีการย่อส่วน ( Miniaturization ) เทคโนโลยีดิจิตอล ( Digitization ) การสื่อสารผ่านดาวเทียม ( Satellite communication ) เทคโนโลยีการผ่านใยแก้วนำแสง ( Fiberoptics ) และอินเตอร์เน็ต ( Internet ) ซึ่งล้วนแต่สร้างทัศนียภาพ ( perspective ) ของ Globalization ขึ้นในรูปแบบของการ “ บูรณาการ “ ( Integration ) ซึ่งตรงข้ามกับ “ การแบ่งแยก “ ( division ) ของ Cold War โดยมีเครือข่าย World Wide Web เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ จากบทบาทในการผสานผู้คนทั่วทุกมุมโลกเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ในขณะที่เอกสาร ( document ) สำคัญของ Globalization คือ “ ความตกลง “ ( The deal )

มาตร วัดที่สำคัญของ Globalization คือ ความเร็วในการทำการค้า การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร โทรคมนาคม และการประดิษฐ์คิดค้น ส่วนนักคิดคนสำคัญของ Globalization คือ Joseph Schumpeter อดีตรัฐมนตรีกระทวงการคลังออสเตรเลีย ที่เห็นว่าส่วนสำคัญที่สุดของระบบทุนนิยมก็คือ “ การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ “ ( Creative destruction ) ซึ่งเป็นวงจรอันถาวรแห่งการทำลายผลิตภัณฑ์และบริการที่หย่อนประสิทธิภาพและ ล้าสมัย แล้วแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม กับอีกรายคือ Andy Grove อดีตประธานบริษัท Intel ที่นำแนวคิดไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

หากมองในแง่ทฤษฎีของ Carl Schmitt หาก Cold War คือโลกของมิตรและศัตรู Globalization ก็จะเป็นสิ่งตรงข้ามคือ การพยายามเปลี่ยนมิตรและศัตรูทั้งหมด ( All friend and enemies ) ให้เป็น “ คู่แข่งขัน “ ( Competitions ) ในขณะที่ความกลัวของโลกของ Globalization คือการจู่โจมจากศัตรูที่มองไม่เห็นGlobalization มีรูปแบบทางสถิติเป็นของตัวเอง ( demographic pattern ) คือการเคลื่อนย้ายของประชากรจากภาคชนบทและภาคเกษตรกรรม ไปสู่สังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สังคมเมืองมีการเชื่อมโยงกับกระแสแนวโน้มและความเป็นไปของโลกมาก ขึ้นโครงสร้างอำนาจที่สำคัญ ( Structure of Power ) ของ Globalization คือ ดุลยภาพ 3 ประการที่ทับซ้อนกันอยู่ ประกอบด้วย

1) ดุลยภาพแบบดั้งเดิม ( traditional balance ) ระหว่างรัฐชาติ - กลายเป็นอภิมหาอำนาจผู้ครอบงำ ( dominant Superpower ) แต่เพียงลำพัง ในขณะที่ชาติอื่นๆ ได้กลายเป็นบริวารในระดับที่แตกต่างกันไป
2) ดุลยภาพระหว่างรัฐชาติ ( Nation-states ) กับตลาดโลก ( Global Markets ) – ทัศนคติของกลุ่มนักลงทุนในตลาดที่สำคัญของโลก(Supermarkets) มีผลต่อรัฐชาติอย่างใหญ่หลวง จนอาจนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลของรัฐได้
3) ดุลยภาพระหว่างปัจเจกชน ( individual ) และรัฐชาติ - Globalization เพิ่มอำนาจให้กับปัจเจกชนด้วยการทำลายกำแพง มีจำกัดการเคลื่อนไหวและการเข้าถึงผู้คน รวมถึงการผสานโลกเข้าด้วยกัน โดยผ่านเครือข่ายโดยเฉพาะอำนาจในการควบคุมตลาดและรัฐชาติ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จนทำให้ปัจเจกชนกลายเป็น Super-empowered individual ซึ่งสามารถแสดงบทบาทบนเวทีโลกได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านความช่วยเหลือของรัฐ บริษัทเอกชนหรือสถานบันใดๆ ได้ดังเช่นแบบเดิม

บรรณานุกรม
จุลชีพ ชินวรรโน (2542) “รอยต่อระหว่างศตวรรษ : กระแสโลกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ระหว่างประเทศ”, 77-97.รัฐศาสตร์สาร 21/1
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2542) “การเมืองเอกลักษณ์ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์”, 312-384 วาทกรรมการพัฒนา กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิภาษา.
ธี ระ นุชเปี่ยม (2542) “รัฐในกระแสโลกาภิวัฒน์”, 83-111.การเมืองโลกหลังสมัยใหม่ กรุงเทพฯ:บริษัทศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์จำกัด.
พิษณุ สุนทรารักษ์ (2541) “วิจารณ์หนังสือโลกาภิวัฒน์ : การเรียกร้องให้รัฐกลับมาช่วยสังคมอีกครั้ง” รัฐศาสตร์สาร 20/3.
Friedman, Thomas L. (1999). The Lexus and The Olive Tree : Understanding Globalization,New York:Farrar Straus Giroux.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น