OPERATION ODYSSEY DAWN – ปฏิบัติการทางทหารบนข้อจำกัด
โดย พ.อ. ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง
จากเมื่อคืนวันที่ 19 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา ได้มีขีปนาวุธร่อนโทมาฮอร์ค หรือ Cruise Missile Tomahawk จำนวนกว่า 110 ลูกถูกปล่อย โดยมีเป้าหมายคือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของประเทศลิเบีย พร้อมทั้งมีการใช้เครื่องบินเข้าปฏิบัติทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ในลิเบียไปพร้อมๆ กัน
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 48 คน และ บาดเจ็บกว่า 150 คนนั้น ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารหลังจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติ (UNSC) ได้อนุมัติให้ใช้ “ทุกมาตรการที่จำเป็น” เพื่อปกป้องประชาชนลิเบียจากการโจมตีของรัฐบาลกัดดาฟี ด้วยมติ 10-0 โดยมีชาติที่งดออกเสียง 5 ชาติ ได้แก่ รัสเซีย จีน บราซิล เยอรมนี อินเดีย เมื่อวันที่ 17 มี.ค.54 ที่ผ่านมา
ปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้มีชื่อว่า Operation Odyssey Dawn สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารอย่างจำกัด ทั้งตามคำแถลงการณ์ของประธานาธิบดี โอบามา ของสหรัฐฯ เอง และ รูปแบบของการปฏิบัติการเองทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติการครั้งนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งรีบและบนความ ไม่พร้อม ของสหรัฐฯ เอง ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นเป็นผู้ร่วมในการให้การสนับสนุน
มาถึงตรงนี้หลายๆ ท่านอาจจะมองว่าทำไมผมถึงให้น้ำหนักสหรัฐฯ ในการกำหนดทิศทางของการปฏิบัติการทางทหาร ที่ผมให้น้ำหนักไปที่สหรัฐฯ เพราะปัจจุบัน สหรัฐฯ มีปัจจัยที่เอื้อต่อการส่งทหารออกไปทั่วโลก ด้วยปัจจัยดังนี้คือ ในระดับนโยบาย สหรัฐฯ เป็นประเทศทีมีความชัดเจนในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่รักษาผลประโยชน์นอกประเทศ
อีกทั้งกฏหมายได้ให้อำนาจประธานาธิบดี ในการรักษาผลประโยชน์นอกประเทศ นอกจากนี้ สหรัฐฯ เอง ยังมีกองทัพที่มีกำลังพล 5 เหล่าทัพ (กองทัพบก เรือ อากาศ นาวิกโยธิน และ รักษาฝั่ง) พร้อมกองกำลัง National Guard และ กำลังสำรอง ประมาณ 2 ล้านนาย

ไม่เพียงแต่ความพร้อมในระดับนโยบาย และ ทางกองทัพมีกำลังพลจำนวนมากแล้ว สหรัฐฯ ยังมีประสบการณ์ในการนำกำลังทหารออกปฏิบัติการหลายพื้นที่ในโลก จวบมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมีเหล่าทัพที่มีความสามารถออกไปปฏิบัติการได้ทั่วโลกที่มีความสามารถดูแล ตัวเองได้ 60 วันโดยไม่มีการสนับสนุนจากภายนอก จำนวน 3 หน่วย นั่นคือ
กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ (Marine Expeditionary Force) โดย กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ จะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารทางบก และทางอากาศ และมีหน่วยงานส่งกำลังของตนเอง ซึ่งเมื่อประกอบกำลังกับกำลังทางเรือ เช่น เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือลำเลียงพล และ รวมถึงเรือยกพลขึ้นบก จะทำให้ กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ เป็นหน่วยที่มีความพร้อมทั้ง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ในตัวเอง ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่ไม่มีประเทศไหนมีได้เท่า
อย่างไรก็ตามการที่สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกแต่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของสหรัฐฯ กับไม่เอื้ออำนวยให้ส่งกำลังเข้าปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย เนื่องจาก ปัจจุบัน สหรัฐฯมีกำลังทหารอยู่ในอิรักประมาณ 90,000 นายเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้กำลังทหารลดลง อีกทั้งยังมีกำลังทหารอยู่ในอัฟกานิสถานประมาณ 90,000 นาย โดยในอิรัก สหรัฐฯ เป็นผู้จัดกำลังรับผิดชอบหลัก
ส่วนในอัฟกานิสถาน จะเป็นการจัดกำลังภายใต้กรอบของ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO) ภายใต้ชื่อ International Security Assistance Force : ISAF การที่สหรัฐฯ คงกำลังทหารไว้ในอิรัก และอัฟกานิสถาน
ทำให้สหัฐฯ ถูกตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ สูญเสียชีวิตคนสหรัฐฯไป 4,430 คนในอิรัก บาดเจ็บ 36,395 คนและสูญเสียชีวิตคนสหรัฐฯไป 1,412 คนในอัฟกานิสถาน บาดเจ็บ 10,468 คน เพื่ออะไร ทำให้แรงผลักดันในประเทศให้ถอนกำลังออกจากทั้ง 2 ประเทศ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ดีและแข็งแกร่งอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
ไม่เพียงแต่ข้อจำกัดเรื่องกำลังที่คงไว้ใน อิรักและอัฟกานิสถานแล้ว สหรัฐฯ เองยังมีแนวคิดในการทำสงครามที่ว่า Two-Major Theater War หรือความสามารถที่จะเปิดสนามรบพร้อมกันได้ 2 สนามรบ แต่ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ สหรัฐฯ จึงได้กำหนดสนามรบออกเป็น 3 ประเภทคือ
* พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (Large Theater War: LTW)
* พื้นที่ทีมีความขัดแย้งขนาดเล็กที่มีข้าศึกมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง (STW High-Technology)
* พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดเล็กในพื้นที่ปิด พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าภูเขา (STW Low Intensity)
โดยยามปกติ สหรัฐฯ จะบรรจุกำลังพล ที่กองบัญชาการภาคพื้นยุโรป (Command: EUCOM) 100,000 นาย ที่กองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Command: PACOM) 100,000 นาย และที่กองบัญชาการภาคพื้นกลาง (Central Command: CENTCOM) 40,000 นาย ถ้ามีความขัดแย้งในแต่ละภูมิภาคการประกอบกำลังดังต่อไปนี้
- พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (LTW): 9 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 12 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 6 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
- พื้นที่ทีมีความขัดแย้งขนาดเล็กที่มีข้าศึกมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง (STW High-Tech): 1 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 5 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 3 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
- พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดเล็กในพื้นที่ปิด พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าภูเขา (STW Low-Intensity): 3 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 3 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 1 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
โดยที่ทั้งหมดจะมีกองหนุน 9 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน และ 2 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
แนวความคิดใหม่นี้ได้ปรับเปลี่ยนสมมุติฐาน จากโอกาสที่จะเกิด พื้นที่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ สองพื้นที่ มาเป็นความขัดแย้ง มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากว่า หนึ่งพื้นที่ ณ เวลาหนึ่ง แต่กรอบของความขัดแย้งต่างกัน บางพื้นที่ อาจจะมีความขัดแย้งในลักษณะ LTW, STW High-Tech หรือ STW Low-Intensity เพราะฉะนั้นการเตรียมกำลัง และ ประกอบกำลังขึ้น ตามสมมุติฐานใหม่นี้จะมีความอ่อนตัวมากขึ้น และอาจทำให้ กองทัพสหรัฐฯ มีขีดความสามารถที่จะทำการรบในพื้นที่ความขัดแย้งมากกว่า 1 พื้นที่ในเวลาเดียวกัน
จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความสามารถในการส่งกำลังออกนอกประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดที่มีคือ การมีกองกำลังคงอยู่ในอิรัก และ อัฟกานิสถาน ทำให้การเปิดสนามรบที่ 3 นั้นเป็นไปได้แต่สนามรบที่ไม่ต้องใช้กำลังพลมาก ทำให้ส่งผลสะท้อนไปยังการปฏิบัติการ Operation Odyssey Dawn ว่าสหรัฐฯ จะไม่ส่งกำลังทหารเข้าไป และจะปฏิบัติการทางทหารอย่างจำกัด ส่วนประเทศอื่นๆ นั้น มีข้อจำกัดนานาประการ เช่น ประเทศในสหภาพยุโรป ต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจ และมีกองกำลังของตนเองอยู่ใน อัฟกานิสถาน ทำให้ไม่ง่ายที่จะเป็นผู้นำในการนำกองกำลังทางบกเข้าสู่ลิเบีย
ดังนั้นการปฏิบัติ Operation Odyssey Dawn ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงมีความเป็นไปได้ 3 แนวทางหลังจากการทิ้งโจมตีทางอากาศและ การโจมตีโดยขีปนาวุธร่อน ดังปรากฏในภาพที่ 1 และ มีรายละเอียดดังนี้

1. แนวทางที่ 1 : นำกำลังจากสหรัฐฯ หรือ นานาชาติ เข้าสู่ลิเบีย ซึ่งหากแนวทางนี้เกิดขึ้น กำลังหลัก ที่นำเข้าจะมีโอกาสน้อยมากที่เป็น สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ ใช้ทหารไปในอิรัก และอัฟกานิสถาน เกือบ 200,000 นาย แต่ก็อาจะมีความเป็นไปได้ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังไม่มีความพร้อมในการเปิด สนามรบ แห่งที่ 3 ด้วยเงื่อนไขหลาย ประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการถอนกำลังในตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมีความยุ่งยากในเชิงปฏิบัติ เพราะต้องเตรียมการโดยใช้เวลานาน
2. แนวทางที่ 2 : การใช้สงครามนอกแบบ โดยจัดตั้งกองโจร แนวทางนี้เป็นแนวทางที่มีโอกาสมาก แนวทางหนึ่ง เพราะ สหรัฐฯ อาจจะสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ สะดวก ข้อจำกัดที่จะเกิดขึ้นคือหน่วยที่รับผิดชอบในเรื่อง ของสงครามนอกแบบของสหรัฐฯ ในพื้นที่ของลิเบีย ปัจจุบันมีภารกิจ บางส่วนหรือ เพิ่งจบภารกิจจาก อัฟกานิสถาน เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ต้องใช้เวลา ฟื้นฟู และ ปรับกำลังใหม่ แต่ก็ใช้เวลานานในการดำเนินการกว่าจะประสบความสำเร็จ
3. แนวทางที่ 3 : การใช้กำลังจับตัวผู้นำ แนวทางนี้เป็นเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มี โอกาสมากอีกแนวทางหนึ่ง เพราะ สหรัฐฯ สามารถใช้หน่วยปฏิบัติการ พิเศษ เข้าดำเนินเนินการจับกุมผู้นำได้ โดยใช้เวลาในการปฏิบัติไม่นานมากนัก การปฏิบัติตามแนวทางนี้ต้อง ได้รับการสนับสนุนและยินยอมจาก นานาประเทศ ที่สำคัญหลังจากการจับคุมแล้ว ต้องหาแนวทางดำเนินการต่อ เพราะอาจทำให้ ความสมดุลย์ทาง การเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนบนมีการเปลี่ยนแปลง
ด้วยข้อจำกัดที่จากที่กล่าวมาในข้างต้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจว่า หลายประเทศที่เข้าร่วมเล่นในสถานการณ์นี้จะมีแนวทางอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร ราคาน้ำมันก็คงขึ้นต่อไป และ ความสงบสุขในกลุ่มประเทศอาหรับก็ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะไปสู่จุดยุติ อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะยุติอย่างไร สถานการณ์เหล่านี้คงได้ยุติชีวิตคนไปอีกหลายชีวิต นี่แหละอำนาจและผลประโยชน์ …………..เอวัง ครับ
จากเมื่อคืนวันที่ 19 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา ได้มีขีปนาวุธร่อนโทมาฮอร์ค หรือ Cruise Missile Tomahawk จำนวนกว่า 110 ลูกถูกปล่อย โดยมีเป้าหมายคือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของประเทศลิเบีย พร้อมทั้งมีการใช้เครื่องบินเข้าปฏิบัติทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ในลิเบียไปพร้อมๆ กัน
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 48 คน และ บาดเจ็บกว่า 150 คนนั้น ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารหลังจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติ (UNSC) ได้อนุมัติให้ใช้ “ทุกมาตรการที่จำเป็น” เพื่อปกป้องประชาชนลิเบียจากการโจมตีของรัฐบาลกัดดาฟี ด้วยมติ 10-0 โดยมีชาติที่งดออกเสียง 5 ชาติ ได้แก่ รัสเซีย จีน บราซิล เยอรมนี อินเดีย เมื่อวันที่ 17 มี.ค.54 ที่ผ่านมา
ปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้มีชื่อว่า Operation Odyssey Dawn สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารอย่างจำกัด ทั้งตามคำแถลงการณ์ของประธานาธิบดี โอบามา ของสหรัฐฯ เอง และ รูปแบบของการปฏิบัติการเองทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติการครั้งนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งรีบและบนความ ไม่พร้อม ของสหรัฐฯ เอง ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นเป็นผู้ร่วมในการให้การสนับสนุน
มาถึงตรงนี้หลายๆ ท่านอาจจะมองว่าทำไมผมถึงให้น้ำหนักสหรัฐฯ ในการกำหนดทิศทางของการปฏิบัติการทางทหาร ที่ผมให้น้ำหนักไปที่สหรัฐฯ เพราะปัจจุบัน สหรัฐฯ มีปัจจัยที่เอื้อต่อการส่งทหารออกไปทั่วโลก ด้วยปัจจัยดังนี้คือ ในระดับนโยบาย สหรัฐฯ เป็นประเทศทีมีความชัดเจนในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่รักษาผลประโยชน์นอกประเทศ
อีกทั้งกฏหมายได้ให้อำนาจประธานาธิบดี ในการรักษาผลประโยชน์นอกประเทศ นอกจากนี้ สหรัฐฯ เอง ยังมีกองทัพที่มีกำลังพล 5 เหล่าทัพ (กองทัพบก เรือ อากาศ นาวิกโยธิน และ รักษาฝั่ง) พร้อมกองกำลัง National Guard และ กำลังสำรอง ประมาณ 2 ล้านนาย
ไม่เพียงแต่ความพร้อมในระดับนโยบาย และ ทางกองทัพมีกำลังพลจำนวนมากแล้ว สหรัฐฯ ยังมีประสบการณ์ในการนำกำลังทหารออกปฏิบัติการหลายพื้นที่ในโลก จวบมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมีเหล่าทัพที่มีความสามารถออกไปปฏิบัติการได้ทั่วโลกที่มีความสามารถดูแล ตัวเองได้ 60 วันโดยไม่มีการสนับสนุนจากภายนอก จำนวน 3 หน่วย นั่นคือ
กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ (Marine Expeditionary Force) โดย กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ จะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารทางบก และทางอากาศ และมีหน่วยงานส่งกำลังของตนเอง ซึ่งเมื่อประกอบกำลังกับกำลังทางเรือ เช่น เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือลำเลียงพล และ รวมถึงเรือยกพลขึ้นบก จะทำให้ กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ เป็นหน่วยที่มีความพร้อมทั้ง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ในตัวเอง ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่ไม่มีประเทศไหนมีได้เท่า
อย่างไรก็ตามการที่สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกแต่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของสหรัฐฯ กับไม่เอื้ออำนวยให้ส่งกำลังเข้าปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย เนื่องจาก ปัจจุบัน สหรัฐฯมีกำลังทหารอยู่ในอิรักประมาณ 90,000 นายเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้กำลังทหารลดลง อีกทั้งยังมีกำลังทหารอยู่ในอัฟกานิสถานประมาณ 90,000 นาย โดยในอิรัก สหรัฐฯ เป็นผู้จัดกำลังรับผิดชอบหลัก
ส่วนในอัฟกานิสถาน จะเป็นการจัดกำลังภายใต้กรอบของ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO) ภายใต้ชื่อ International Security Assistance Force : ISAF การที่สหรัฐฯ คงกำลังทหารไว้ในอิรัก และอัฟกานิสถาน
ทำให้สหัฐฯ ถูกตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ สูญเสียชีวิตคนสหรัฐฯไป 4,430 คนในอิรัก บาดเจ็บ 36,395 คนและสูญเสียชีวิตคนสหรัฐฯไป 1,412 คนในอัฟกานิสถาน บาดเจ็บ 10,468 คน เพื่ออะไร ทำให้แรงผลักดันในประเทศให้ถอนกำลังออกจากทั้ง 2 ประเทศ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ดีและแข็งแกร่งอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
ไม่เพียงแต่ข้อจำกัดเรื่องกำลังที่คงไว้ใน อิรักและอัฟกานิสถานแล้ว สหรัฐฯ เองยังมีแนวคิดในการทำสงครามที่ว่า Two-Major Theater War หรือความสามารถที่จะเปิดสนามรบพร้อมกันได้ 2 สนามรบ แต่ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ สหรัฐฯ จึงได้กำหนดสนามรบออกเป็น 3 ประเภทคือ
* พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (Large Theater War: LTW)
* พื้นที่ทีมีความขัดแย้งขนาดเล็กที่มีข้าศึกมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง (STW High-Technology)
* พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดเล็กในพื้นที่ปิด พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าภูเขา (STW Low Intensity)
โดยยามปกติ สหรัฐฯ จะบรรจุกำลังพล ที่กองบัญชาการภาคพื้นยุโรป (Command: EUCOM) 100,000 นาย ที่กองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Command: PACOM) 100,000 นาย และที่กองบัญชาการภาคพื้นกลาง (Central Command: CENTCOM) 40,000 นาย ถ้ามีความขัดแย้งในแต่ละภูมิภาคการประกอบกำลังดังต่อไปนี้
- พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (LTW): 9 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 12 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 6 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
- พื้นที่ทีมีความขัดแย้งขนาดเล็กที่มีข้าศึกมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง (STW High-Tech): 1 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 5 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 3 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
- พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดเล็กในพื้นที่ปิด พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าภูเขา (STW Low-Intensity): 3 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 3 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 1 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
โดยที่ทั้งหมดจะมีกองหนุน 9 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน และ 2 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
แนวความคิดใหม่นี้ได้ปรับเปลี่ยนสมมุติฐาน จากโอกาสที่จะเกิด พื้นที่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ สองพื้นที่ มาเป็นความขัดแย้ง มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากว่า หนึ่งพื้นที่ ณ เวลาหนึ่ง แต่กรอบของความขัดแย้งต่างกัน บางพื้นที่ อาจจะมีความขัดแย้งในลักษณะ LTW, STW High-Tech หรือ STW Low-Intensity เพราะฉะนั้นการเตรียมกำลัง และ ประกอบกำลังขึ้น ตามสมมุติฐานใหม่นี้จะมีความอ่อนตัวมากขึ้น และอาจทำให้ กองทัพสหรัฐฯ มีขีดความสามารถที่จะทำการรบในพื้นที่ความขัดแย้งมากกว่า 1 พื้นที่ในเวลาเดียวกัน
จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความสามารถในการส่งกำลังออกนอกประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดที่มีคือ การมีกองกำลังคงอยู่ในอิรัก และ อัฟกานิสถาน ทำให้การเปิดสนามรบที่ 3 นั้นเป็นไปได้แต่สนามรบที่ไม่ต้องใช้กำลังพลมาก ทำให้ส่งผลสะท้อนไปยังการปฏิบัติการ Operation Odyssey Dawn ว่าสหรัฐฯ จะไม่ส่งกำลังทหารเข้าไป และจะปฏิบัติการทางทหารอย่างจำกัด ส่วนประเทศอื่นๆ นั้น มีข้อจำกัดนานาประการ เช่น ประเทศในสหภาพยุโรป ต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจ และมีกองกำลังของตนเองอยู่ใน อัฟกานิสถาน ทำให้ไม่ง่ายที่จะเป็นผู้นำในการนำกองกำลังทางบกเข้าสู่ลิเบีย
ดังนั้นการปฏิบัติ Operation Odyssey Dawn ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงมีความเป็นไปได้ 3 แนวทางหลังจากการทิ้งโจมตีทางอากาศและ การโจมตีโดยขีปนาวุธร่อน ดังปรากฏในภาพที่ 1 และ มีรายละเอียดดังนี้
1. แนวทางที่ 1 : นำกำลังจากสหรัฐฯ หรือ นานาชาติ เข้าสู่ลิเบีย ซึ่งหากแนวทางนี้เกิดขึ้น กำลังหลัก ที่นำเข้าจะมีโอกาสน้อยมากที่เป็น สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ ใช้ทหารไปในอิรัก และอัฟกานิสถาน เกือบ 200,000 นาย แต่ก็อาจะมีความเป็นไปได้ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังไม่มีความพร้อมในการเปิด สนามรบ แห่งที่ 3 ด้วยเงื่อนไขหลาย ประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการถอนกำลังในตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมีความยุ่งยากในเชิงปฏิบัติ เพราะต้องเตรียมการโดยใช้เวลานาน
2. แนวทางที่ 2 : การใช้สงครามนอกแบบ โดยจัดตั้งกองโจร แนวทางนี้เป็นแนวทางที่มีโอกาสมาก แนวทางหนึ่ง เพราะ สหรัฐฯ อาจจะสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ สะดวก ข้อจำกัดที่จะเกิดขึ้นคือหน่วยที่รับผิดชอบในเรื่อง ของสงครามนอกแบบของสหรัฐฯ ในพื้นที่ของลิเบีย ปัจจุบันมีภารกิจ บางส่วนหรือ เพิ่งจบภารกิจจาก อัฟกานิสถาน เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ต้องใช้เวลา ฟื้นฟู และ ปรับกำลังใหม่ แต่ก็ใช้เวลานานในการดำเนินการกว่าจะประสบความสำเร็จ
3. แนวทางที่ 3 : การใช้กำลังจับตัวผู้นำ แนวทางนี้เป็นเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มี โอกาสมากอีกแนวทางหนึ่ง เพราะ สหรัฐฯ สามารถใช้หน่วยปฏิบัติการ พิเศษ เข้าดำเนินเนินการจับกุมผู้นำได้ โดยใช้เวลาในการปฏิบัติไม่นานมากนัก การปฏิบัติตามแนวทางนี้ต้อง ได้รับการสนับสนุนและยินยอมจาก นานาประเทศ ที่สำคัญหลังจากการจับคุมแล้ว ต้องหาแนวทางดำเนินการต่อ เพราะอาจทำให้ ความสมดุลย์ทาง การเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนบนมีการเปลี่ยนแปลง
ด้วยข้อจำกัดที่จากที่กล่าวมาในข้างต้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจว่า หลายประเทศที่เข้าร่วมเล่นในสถานการณ์นี้จะมีแนวทางอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร ราคาน้ำมันก็คงขึ้นต่อไป และ ความสงบสุขในกลุ่มประเทศอาหรับก็ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะไปสู่จุดยุติ อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะยุติอย่างไร สถานการณ์เหล่านี้คงได้ยุติชีวิตคนไปอีกหลายชีวิต นี่แหละอำนาจและผลประโยชน์ …………..เอวัง ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น