แนวคิดว่าด้วยการปฏิวัติตามทฤษฎีการพัฒนาสู่ความทันสมัย
ตลอด ช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา ได้เกิดการปฏิวัติขึ้นในหลายประเทศและภูมิภาคของโลก ทั้งในอาณาจักรเปอร์เซีย (อิหร่าน) เมื่อปี ค.ศ.1905 ที่เม็กซิโกในปี ค.ศ. 1910 ในรัสเซีย ค.ศ.1917 ในจีนระหว่างปี ค.ศ. 1911 ถึง 1949 และในอาณาจักรออตโตมานหรือตุรกีเมื่อปี ค.ศ. 1919 รวมไปถึงประเทศในโลกที่สามทั้งในเวียดนาม โบลิเวียและคิวบา ในช่วงทศวรรษที่ 50 และ 60 การปฏิวัติที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้ ก่อให้เกิดผลที่คล้ายกันคือการก่อกำเนิดขึ้นของรัฐ ราชการที่มีความแข็งแกร่งและรวมศูนย์ [1] อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติเหล่านี้กลับไม่ได้เกิดขึ้นตาม ขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์คือหลังจากการปฏิวัติกระฎุมพี,ทุนนิยม (bourgeois, capitalist revolution) แต่การปฏิวัติสังคมนิยม (Socialist revolution) กลับเกิดขึ้นในประเทศที่ค่อนข้างยากจนหรือเพิ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นของการ พัฒนาเศรษฐกิจสู่ความทันสมัย (Modernization) ยิ่งไปกว่านั้น แทนที่ชนชั้นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะเป็นผู้นำการปฏิวัติสังคมนิยม แต่ชนชั้นชาวนากลับกลายเป็นชนชั้นที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติมากกว่า ทั้งนี้ แม้ว่าบรรดานักทฤษฎีด้านการปฏิวัติจะยังคงให้ความสำคัญกับความเข้าใจอันลุ่ม ลึกของมาร์กซ์ที่ว่า การปฏิวัติเกิดขึ้นจากการต่อสู้ดิ้นรนของกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน เพื่อแย่งชิงอำนาจในการครอบครองสังคม แต่จากตัวอย่างดังที่กล่าวมาข้างต้นการปฏิวัติก็สามารถจะเกิดขึ้นในรูปแบบ ที่มาร์กซ์ก็ไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน ดังนั้น นักวิชาการจึงได้หันมาตรวจสอบสาเหตุของการปฏิวัติกันอีกครั้งในช่วงศตวรรษ ที่ 20 ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความข้องเกี่ยวกันระหว่างการพัฒนาสู่ความทันสมัยกับ การปฏิวัติ
ในผลงานวิชาการ Political Order in Changing Societies ศาสตราจารย์ซามูเอล พี. ฮันติงตั้น จะยึดมั่นคำว่า การปฏิวัติ (revolution) กับการเปลี่ยนผ่านอย่างลุ่มลึกและรวดเร็วของสังคมโดยรวม หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “การปฏิวัติอันยิ่งใหญ่” (Great Revolutions) เช่นการปฏิวัติฝรั่งเศส จีน เม็กซิโก รัสเซียและคิวบา ฮันติงตั้น ชี้ว่าการปฏิวัติก็คือรูปการณ์หนึ่งของกระบวนการสู่ความทันสมัย แต่การปฏิวัติก็ไม่ใช่สภาวะการณ์ทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้กับสังคมทุก ประเภทหรือในทุกช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ แต่จะเป็นปรากฏการณ์ที่มีขอบเขตจำกัดในเชิง ประวัติศาสตร์มากกว่า (limited phenomenon) [2]
ฮันติงตั้นชี้ว่า รูปการสำคัญที่สุดของการพัฒนาสู่ภาวะทันสมัยคือการเพิ่มขึ้นของความต้องการ การมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นในหมู่ชนที่ไม่สามารถเข้าถึงอำนาจทางการ เมืองอาจนำไปสู่การปฏิวัติได้ [3] ในการอภิปรายเกี่ยวกับการปฏิวัติในระดับที่ กว้างขวางขึ้น ฮันติงตั้นได้ระบุถึงรูปแบบของการปฏิวัติที่แตกต่างกัน รวมทั้งยังได้ตรวจสอบ บทบาทของบรรดากลุ่มนิยมสายกลาง (Moderates) กลุ่มต่อต้านการปฏิวัติ (counterrevolutionaries) และกลุ่มสุดขั้วทางการเมือง (radicals) ฮันติงตั้นระบุว่า การปฏิวัติคือการเปลี่ยนแปลงของคุณค่าและมายาคติที่ครอบงำสังคม สถาบันทางการเมือง โครงสร้างสังคม กลุ่มผู้นำและกิจกรรมรวมไปถึงนโยบายของรัฐ ในรูปแบบที่รวดเร็ว ถึงรากถึงโคนและรุนแรง [4]
การปฏิวัติตามความหมายของฮันติงตั้นนั้น แตกต่างไปจากการก่อรัฐประหาร (coup d’etat) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเฉพาะในส่วนของคณะผู้นำทางการเมืองและอาจ รวมถึงนโยบาย ในขณะที่การลุกฮือทางการเมืองอื่นๆ เช่น การก่อกบฏอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนของนโยบาย คณะผู้นำและสถาบันทางการเมือง แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้ก็ยังไม่ถึงขั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างและค่านิยมทางสังคม ส่วนการทำสงครามเพื่ออิสรภาพก็เป็นการต่อสู้ดิ้นรนของประชาคมกลุ่มหนึ่งต่อ ผู้ปกครองซึ่งเป็นกลุ่มชนต่างชาติ ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมของประชาคมผู้ต่อ ต้าน
การปฏิวัตินั้นถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก สังคมส่วนใหญ่ในโลกจะไม่ค่อยได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิวัติ และหากจะเชื่อมโยงการปฏิวัติเข้ากับการพัฒนาสู่ ความทันสมัยแล้ว การปฏิวัติก็คือ การแสดงออกขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับกาลภายหน้าของการพัฒนาสู่ความทันสมัย (Modernizing outlook) ด้วยความเชื่อที่ว่า มนุษย์มีอำนาจที่จะควบคุมและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับสภาวะแวดล้อม โดยไม่เพียงมนุษย์จะมีศักยภาพเพื่อกระทำการเช่นนั้นเท่านั้น แต่ยังมีสิทธิที่จะกระทำได้ด้วยเช่นกัน [5]
การปฏิวัติยังถือได้ว่า เป็นรูปการณ์หนึ่งของการพัฒนาสู่ความทันสมัย แต่ก็ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่จะสามารถเกิดขึ้นได้กับสังคมทุกประเภทหรือในทุก ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือการปฏิวัติไม่ใช่ปรากฏสากลแต่เป็นปรากฏการณ์ที่มีข้อจำกัดในเชิง ประวัติศาสตร์มากกว่า (Historically limited phenomenon) การปฏิวัติจะไม่เกิดขึ้นในสังคมที่มีความเป็นจารีตสูง (highly traditional societies) หรือสังคมที่มีระดับความซับซ้อนทางสังคมและเศรษฐกิจต่ำ และก็จะไม่เกิดขึ้นกับสังคมที่มีความก้าวหน้าสูงเช่นกัน แต่การปฏิวัติซึ่งมีลักษณะเดียวกับความรุนแรงและภาวะไร้สเถียรภาพอื่นๆ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นในสังคมที่มีประสบการณ์ของการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งกระบวนการพัฒนาสู่ความทันสมัยทางการเมือง (Political modernization) และพัฒนาการทางการเมือง (Political development) ดำเนินไปเชื่องช้ากว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ (process of social and economic change) [6]
การพัฒนาสู่ความทันสมัยทางการ เมืองจะเกี่ยวข้องกับการขยายขอบเขตของจิตสำนึกทางการเมือง (Political consciousness) ไปสู่กลุ่มทางสังคมกลุ่มใหม่ เพื่อระดมกลุ่มเหล่านี้เข้าสู่การเมือง ส่วนการพัฒนาทางการเมืองจะเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์สถาบันทางการเมืองให้ มี ศักยภาพในการปรับตัว มีความซับซ้อน มีความเป็นอิสระ เพื่อให้สถาบันเหล่านี้สามารถที่จะดูดซับและจัดระเบียบการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของกลุ่มทางสังคมกลุ่มใหม่เหล่านี้รวมทั้งเพื่อส่งเสริมให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจภายในประเทศ สาระทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของการปฏิวัติก็คือการขยายขอบเขตอย่างรวดเร็ว ของจิตสำนึกทางการเมืองและการระดมกลุ่มสังคมใหม่ๆ เข้าสู่การเมืองด้วยอัตราความเร็วที่สถาบันทางการเมืองที่มีอยู่ไม่สามารถ ดูดซับหรือรองรับได้ทัน
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การปฏิวัติก็คือกรณีสุดขั้วในการระเบิดออกของการมี ส่วนร่วมทางการเมือง (extreme case of the explosion of political participation) [7] และการปฏิวัติที่สมบูรณ์แบบตามนัยนี้ก็คือการสร้างระเบียบทางการเมืองใหม่ (new political order) และการทำให้ระเบียบการเมืองเหล่านั้นกลายเป็นสถาบัน (institutionalization) การปฏิวัติที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จยังเป็นการผสมผสานกันระหว่างการระดม พลังทางการเมือง (political mobilization) และการสร้างสถาบันการเมืองอย่างรวดเร็ว
การปฏิวัติอย่างเบ็ดเสร็จ (Full-scale revolution) จะมีความเกี่ยวข้องกับการทำลายล้างสถาบันการเมืองเดิมอย่างรวดเร็วและรุนแรง รวมทั้งการระดมกลุ่มการเมืองใหม่ๆ เข้าสู่ระบบการเมืองและการสร้างสรรสถาบันการเมืองขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องและความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ทั้งสามรูปแบบดังกล่าว จะมีความแตกต่างกันไปสำหรับการปฏิวัติแต่ละครั้ง โดยได้มีการแยกแยะแบบแผนของการปฏิวัติออกเป็น 2 แบบแผนคือแบบตะวันออก (Eastern revolution) และแบบตะวันตก (Western revolution) การปฏิวัติแบบตะวันตก จะเริ่มต้นด้วยการล่มสลายของสถาบันทางการเมืองของระบบการเมืองเก่า ติดตามมาด้วยการระดมกลุ่มใหม่ๆ เข้าสู่การเมืองและการสร้างสรรสถาบันการเมืองใหม่ การปฏิวัติรูปแบบนี้จะก่อตัวขึ้นภายในนครหลวงของรัฐก่อนจะแผ่ขยายออกไปสู่ ภูมิภาค ส่วนการปฏิวัติแบบตะวันออก จะมีลักษณะตรงกันข้ามคือเริ่มต้นด้วยการระดมกลุ่มใหม่ๆ เข้าสู่การเมือง ตามมาด้วยการสร้างสรรสถาบันการเมืองใหม่และลงท้ายด้วยการล้มล้างสถาบันการ เมืองของระบบการเมืองเก่าด้วยการใช้กำลังรุนแรง การปฏิวัติแบบตะวันออกจะเป็นการถอนกำลังของฝ่ายปฏิวัติจากส่วนกลางหรือตาม พื้นที่เมือง และออกไปตั้งเขตยึดครองในพื้นที่ทุรกันดาร พร้อมกับแสวงหาการสนับสนุนจากกลุ่มชาวนาทั้งด้วยวิธีการสร้างความหวาดกลัว และการโฆษณาชวนเชื่อ จากนั้นจะขยับขยายอำนาจการบังคับบัญชารวมทั้งการต่อสู้จากการก่อวินาศกรรมไป สู่การทำสงครามกองโจร (Guerrilla warfare) หรือการโจมตีแบบเคลื่อนที่ (Mobile warfare) และการทำสงครามแบบปกติ (regular warfare) โดยมีเป้าหมาย สุดท้ายอยู่ที่การยึดครองนครหลวง [8] การปฏิวัติฝรั่งเศส รัสเซีย เม็กซิโก และช่วงแรกของการปฏิวัติจีน ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติตามรูปแบบตะวันตก ส่วนการปฏิวัติจีนในช่วงหลัง การปฏิวัติในเวียดนาม และการต่อสู้ของดินแดนอาณานิคมเพื่อปลดแอกตัวเองจากมหาอำนาจจักรวรรดินิยมจะ เป็นการปฏิวัติตามรูปแบบตะวันออก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การ ปฏิวัติตามรูปแบบตะวันตกและตะวันออกมีความ แตกต่างกันก็คือธรรมชาติของระบอบการเมืองเก่าก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติ (prerevolution regime) การปฏิวัติตามแบบตะวันตกจะเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มต่อต้านกับระบอบ การปกครองเดิมที่มีความเป็นจารีตสูงภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชหรือระบบ การปกครองที่ครอบงำโดยชนชั้นสูงและเจ้าที่ดิน การปฏิวัติจะเกิดขึ้นเมื่อระบอบการปกครองเก่านี้ประสบปัญหาทางการเมืองอย่าง รุนแรง พร้อมกับการที่ไม่สามารถดูดซับกลุ่มปัญญาชนและกลุ่มผู้นำทาง ความคิดในเขตเมือง รวมทั้งจะเกิดขึ้นเมื่อชนชั้นปกครองสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองและขาดความ ปรารถนาที่จะปกครอง (will to rule) ส่วนการปฏิวัติแบบตะวันออก จะเป็นการต่อสู้กับระบอบการปกครองเก่าที่มีการพัฒนาสู่ความทันสมัยแล้วในบาง ส่วน โดยระบบเก่านี้อาจจะเป็น รัฐบาลที่ดูดซับชนชั้นกลางที่มีความทันสมัยบางส่วนเข้าสู่ระบบและมีผู้นำที่ โหดเหี้ยมทารุณ หรืออาจะเป็นรัฐบาลของประเทศเจ้าอาณานิคมที่ได้รับการสนับสนุนทั้งทางการ เงินและอำนาจจาก รัฐบาลของประเทศเมืองแม่ [9]
ในการปฏิวัติตามรูปแบบ ตะวันตกโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มการเมืองหัวปานกลาง (Moderates) กับกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง (Radicals) ส่วนในการปฏิวัติตามแบบตะวันออกจะเป็นการเผชิญหน้ากันของกลุ่มนักปฏิวัติ (Revolutionaries) กับฝ่ายรัฐบาล (Government) ในการปฏิวัติตามแบบตะวันตก กลุ่มหัวปานกลางจะเป็นฝ่ายกุมอำนาจในช่วงเวลาสั้นๆ โดยปราศจากความมั่นคง หลังจากการล่มสลายของระบอบเก่า ในขณะที่กลุ่มหัวรุนแรงจะขยับขยายการมีส่วนร่วมและการยึดกุมอำนาจอย่างกว้าง ขวาง ในขณะที่การปฏิวัติแบบตะวันออก กลุ่มหัวปานกลางจะเป็นกลุ่มที่อ่อนแอและไม่สามารถยึดกุมตำแหน่งสำคัญใดๆ ในระบอบการปกครอง ในขณะที่การปฏิวัติกำลังดำเนินไปนั้น กลุ่มหัวปานกลางก็จะถูกกำจัดออกไปโดยฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายปฏิวัติหรืออาจถูก บังคับให้ต้องเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การปฏิวัติแบบตะวันตกความทารุณโหดร้ายจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายของการ ปฏิวัติโดยมีกลุ่มหัวรุนแรงเป็น ผู้ลงมือหลังจากที่สามารถยึดกุมอำนาจเหนือกลุ่มหัวปานกลางและกลุ่มปฏิวัติ อื่นๆ ส่วนการปฏิวัติแบบตะวันออกจะมีลักษณะตรงกันข้ามคือความทารุณโหดร้ายจะเกิด ขึ้นตั้งแต่ในช่วงแรกของการปฏิวัติ ความโหดร้ายและการสร้างความหวาดกลัวดังกล่าวถูกนำมาใช้โดยบรรดานักปฏิวัติ ซึ่งยังคงอ่อนแอและมีฐานกำลังตั้งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ โดยเป้าหมายของพวกเขาคือการพยายามแสวงหาการสนับสนุนจากชาวนา หรืออาจกล่าวได้ว่า ยิ่งกลุ่มนักปฏิวัติมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าใดพวกเขาก็จะยิ่งไม่ใช้วิธี การรุนแรงหรือการก่อการร้ายมากยิ่งขึ้นเท่านั้น การปฏิวัติแบบตะวันตกนั้น เมื่อการสูญเสียความปรารถนาและความสามารถในการปกครองของกลุ่มอำนาจเก่าเกิด ขึ้น จะถือได้ว่าเป็นย่างก้าวแรกที่นำไปสู่การปฏิวัติ ส่วนการปฏิวัติแบบตะวันออก สภาวะการณ์ดังกล่าวกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายและยังเป็นผล กระทบที่เกิดขึ้นจากการทำสงครามปฏิวัติ ดังนั้นเราจึงจะเห็นได้ว่า การอพยพหนีออกนอกประเทศของกลุ่มอำนาจเก่าจึงมักจะเกิดขึ้นในช่วงแรกของการ ปฏิวัติในรูปแบบตะวันตก แต่จะเป็นรูปการณ์ที่เกิดขึ้นท้ายที่สุดสำหรับการปฏิวัติตามแนวทางตะวันออก [10] .
เชิงอรรถ
1-“The Debate on Modernization,” Jack A. Goldstone edited by, Revolutions : Theoretical Comparative and Historical Studies, second edition, (Harcourt Brance College Publishers,1994), p.37.
2-Ibid., p. 47.
3-Ibid.
4-“A revolution is a rapid, fundamental, and violent domestic change in the dominant values and myths of a society, in it’s political institutions, social structure, leadership and government activity and policies.”, Ibid., p. 38.
5-“Revolution is the ultimate expression of the modernizing outlook, the belief that it is within the power of man to control and to change his environment and that he has not only the ability but the right to do so,” Ibid.
6-Ibid.
7-Ibid.
8-Ibid., pp. 39-41.
9-Ibid., p. 42.
10-Ibid., pp.42-43.
บทความที่ได้รับความนิยม
-
ทฤษฎีการปฏิวัติแนวคลาสสิค (Classical Approach) ของคาร์ล มาร์กซ์ ทฤษฏี ว่าด้วยการปฏิวัติของมาร์กซ์อาจกล่าวได้ว่าเป็นทฤษฎีที่ทรงพลังและมีควา...
-
เรียน "รัฐศาสตร์ IR" อย่างคนมีกึ๋น ? กติกา: 1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่ 2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เ...
-
นานาทัศนะว่าด้วยโลกาภิวัฒน์ Globalization เริ่มเป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90s (ประมาณ พ.ศ. 2533) โดยในระยะแรก อ.ชัยอนันต...
-
กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub region Economic Cooperation: GMS) เป็นความร่วมมือของ 6...
-
แนวคิดว่าด้วยการปฏิวัติตามทฤษฎีการพัฒนาสู่ความทันสมัย ตลอด ช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา ได้เกิดการปฏิวัติขึ้นในหลายประเทศและภูมิภาคของโลก ท...
-
ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน • ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักความร่วมมือเพื่อสร้างประชาคมอาเซียนภายใน...
-
Remembering the Revolution : Behavioralism in American Political Science โดย James Farr ราม โชติคุต แปล สรุปและเรียบเรียงใหม่ บทความทางร...
-
ทฤษฏีสมคบคิด – มองสถานการณ์ในลิเบียผ่านทฤษฏีสมคบคิด โดย พ.อ. ดร. ธีรนันท์ นันทขว้าง สถานการณ์โดยรวม จากวันที่สหประชาชาติ โดยคณะมนตร...
-
ทฤษฎีการปฏิวัติสังคมของเหมา เจ๋อ ตุง เป็น ที่ทราบกันดีในแวดวงวิชาการมาร์กซิสต์ว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, 1818 – 1883) และเฟรเดริค เอง...
-
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง – มหากาพย์แห่งการปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง โดย พ.อ. ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง สถานการณ์ในตะวันออกกลางและแอฟร...
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น