บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง – มหากาพย์แห่งการปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง – มหากาพย์แห่งการปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง

โดย พ.อ. ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง
สถานการณ์ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนั้น ยังคงลุกลาม บานปลายยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะไปในทิศทางใด ทั้งนี้เพราะความสลับซับซ้อนของปัญหาและ พลวัตรต่างๆ ได้ส่งผลให้ สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยหลายๆ คนมักจะมีความเชื่อว่าสถานการณ์การก่อความไม่สงบ ล้มล้างอำนาจของผู้ปกครองนั้น
เริ่มมาจากตูนีเซีย เพราะตูนีเซียเป็น ประเทศแรกที่ประชาชน สามารถที่จะทำการล้มล้างการปกครองได้สำเร็จ และตามมาด้วยประเทศอียิปต์ จนทำให้มีนักวิชาการหลายฝ่ายมีความเชื่อว่าความสำเร็จของการล้มล้างการ ปกครองโดยประชาชนจะแพร่กระจายไปในลักษณะที่เรียกว่า เป็นโดมิโน (Domino Effect หรือ Domino Theory) ครั้งใหม่ที่เกิดขึ้น ณ ตะวันออกกลาง

หลังจากสถานการณ์การล้มล้างการปกครองในตูนีเซียได้ยุติลง ตามมาด้วยความสำเร็จของมวลชนในอียิปต์ อีกทั้งใน เยเมน บาเรนห์ และซีเรียก็ได้มีการก่อตัวของมวลชนในลักษณะที่คล้ายกัน และยังรวมไปถึง ลิเบีย ซึ่งลิเบียจะมีความแตกต่างกันเพราะกลุ่มที่ลุกขึ้นมาทำการต่อต้านรัฐบาลของ พ.อ.กัดดาฟี่ กลับกลายเป็นมวลชน ผสมผสานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ และนำไปสู่การแทรกแซงโดยสหประชาชาติในที่สุด ทำให้สถานการณ์ในลิเบียจึงมีความแตกต่างจาก กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและประเทศในแอฟริกาเหนือ
นอกจากนี้ในปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศในแอฟริกาเหนือยังคงอยู่ในสภาวะที่ยังเผชิญกับการเรียกร้อง ของมวลชน และในหลายประเทศยังคงมีการปราบปรามที่มีความรุนแรงทำให้เกิดการเสียชีวิต ขึ้น ปรากฏการณ์ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ทั้งโลกให้ความสนใจ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีการลุกลามบานปลายไปจริง สิ่งที่ตามมาจะส่งผลกระทบกับ ภูมิรัฐศาสตร์โลก และที่สำคัญเมื่อประเทศต่างๆ ได้รับผลกระทบจากการที่ ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ประเทศไทยย่อมต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย

การถอดรหัส การปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง

สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้นในปัจจุบันมีรูปแบบอยู่ 2 รูปแบบคือ กลุ่มก่อความไม่สงบไม่มีการใช้อาวุธ และมีการใช้อาวุธ การใช้อาวุธที่เห็นได้ชัดคือ สถานการณ์ในลิเบีย ที่กลุ่มต่อต้านมีการติดอาวุธ และทำการสู้รบเพื่อล้มล้างรัฐบาล และสถานการณ์ได้บานปลายไปสู่การเข้าแทรกแซงโดยมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชา ชาติ ที่ 1973 (UN security council resolution 1973)
ส่วนตูนิเซีย อียิปต์ บาเรนห์ ซีเรีย และประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ กลุ่มต่อต้านไม่ได้ใช้อาวุธ แต่ใช้การรวมตัวของประชาชน

1) การก่อความไม่สงบโดยมวลชนไม่ใช้อาวุธ:

รูปแบบการก่อความ ไม่สงบนี้เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันอออกกลางส่วนใหญ่ เริ่มจากประเทศตูนีเซีย ซึ่งมีชื่อเรียกกันว่าเป็น ปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) ที่สำเร็จขึ้นเมื่อ ม.ค. 54 ที่ผ่านมา และตามมาที่อียิปต์ในห้วง ก.พ.-มี.ค.54 ที่ผ่านมา และยังมีเหตุการณ์ในเยเมน บาเรนห์ ซีเรีย และอีกหลายประเทศ สำหรับแนวคิดในการก่อความไม่สงบโดยไม่ใช้อาวุธสามารถแสดงได้ในภาพที่ 1 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

สถานการณ์ที่นำไปสู่การเรียกร้องทางสังคมนั้นเริ่มต้นมาจากเงื่อนไขต่างๆ ของกลุ่มแต่ละกลุ่ม โดยเงื่อนไขเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นความต้องการ ของกลุ่มและแต่ละกลุ่มจะมีความต้องการที่ตรงกัน และเมื่อมีความต้องการที่เห็นพ้องต้องกันทั้งสังคม หรือส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งหากมีพลังเพียงพอก็จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงได้ 2 ลักษณะคือ

1.1) การปฏิรูป:

แนวทางนี้เป็นแนว ทางที่ไม่ใช้ความรุนแรง และเกิดจากการปรับตัวของผู้ปกครองที่มอง และรับรู้ถึงพลังอำนาจที่เกิดจากมวลชนที่ออกมาเรียกร้อง จึงได้ทำการปรับ และเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่จะถูกล้มล้าง โดยการปฏิรูปนั้นจะส่งผลให้เกิด การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม และ รวมถึงการปรับเปลี่ยนผู้นำอีกด้วย

1.2) การปฏิวัติ:

แนวทางนี้เป็นแนว ทางที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง มีความเป็นไปได้ 2 แนวทางคือ ปฏิวัติประสบความสำเร็จ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองและระบอบที่ใช้ปกครองอยู่ หากการปฏิวัติสำเร็จ ย่อมจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบใหม่ และรวมถึงการปรับเปลี่ยนผู้นำในการบริหารประเทศ

2) การก่อความไม่สงบโดยมวลชนใช้อาวุธ:

รูปแบบของการก่อ ความสงบนี้จะปรากฏให้เห็นเด่นชัดได้แก่ สถานการณ์ในลิเบีย ที่กลุ่มต่อต้านมีอาวุธ และทำการสู้รบกับกองกำลังของรัฐบาลลิเบีย สถานการณ์ได้บานปลายจน สหประชาชาติ ได้เข้ามาแทรกแซง โดยออกมาตรการ “กำหนดเขตห้ามบิน” หรือ “No Fly Zone”
ปัจจุบันสถานการณ์ก็ยังคงดำรงต่อไป โดยกองกำลังฝ่ายรัฐบาลถูกโจมตีจากพันธมิตรประเทศตะวันตก ทำให้ขีดความสามารถทางทหารของกองกำลังฝ่ายรัฐบาลลดลง นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรประเทศตะวันตกยังให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ กับกลุ่มต่อต้านในลิเบีย สำหรับแนวคิดในการก่อความไม่สงบโดยใช้อาวุธสามารถแสดงได้ในภาพที่ 2 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

2.1) สงครามกองโจร:

แนวทางนี้เป็นแนว ทางที่เกิดจากมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความด้อยกว่าหรือเสียเปรียบกลุ่ม อีกกลุ่มหนึ่ง ด้วยความเสียเปรียบนี้เองทำให้ต้องหาวิธีที่ชดเชยความเสียเปรียบที่เกิดขึ้น โดยการสร้างกลุ่มติดอาวุธขึ้นมาต่อสู้ แนวทางนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีกลุ่มหรือประเทศที่ทำหน้าที่เป็น รัฐอุปถัมภ์ หรือ ผู้อุปถัมภ์ (Sponsor)
แนวทางนี้หากทำสำเร็จก็จะทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงผู้นำและรวมถึงล้มล้าง การปกครองระบอบเดิมได้ แต่หากทำไม่สำเร็จ การปกครองก็ยังคงเป็นระบอบเดิม และมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่สถานการณ์สงครามกลางเมือง เนื่องจาก กลุ่มต่อต้านที่เสียเปรียบอาจะรวบรวมผู้ที่มีความต้องการคล้ายกันได้มากขื้น

2.2) รัฐประหาร:

ในแนวทางนี้เป็น แนวทางที่เกิดมาจาก มวลชนแต่ละกลุ่มอาจจะมีการรวมตัวกันแต่พลังไม่มากพอที่จะก่อให้เกิดการปลี่ ยนแปลง ทำให้ผู้ที่กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน หรือกองทัพตัดสินใจยึดอำนาจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย แนวทางนี้หากทำสำเร็จ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำและล้มล้างระบอบการปกครองเดิมได้ หากกระทำไม่สำเร็จ ก็จะกลับไปปกครองโดยระบอบเดิม และสถานการณ์อาจจะพัฒนาไปสู่ แนวทางอื่นๆ เช่น การทำสงครามกองโจร หรือ สงครามกลางเมืองได้

2.3) สงครามกลางเมือง:

แนวทางนี้เกิดจาก มวลชนแต่ละกลุ่มมีความก้ำกึ่งกัน และกองทัพมีความแตกแยก ทำให้แต่ละกลุ่มตัดสินใจที่จะเคลื่อนมวลชน และกองทัพในส่วนของตนเข้าร่วม จนในที่สุดนำไปสู่การปะทะ หากยุติสถานการณ์ได้ก็ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบหรือ มีการปรับโครงสร้างทางสังคมขนานใหญ่ แค่หากสถานการณ์ไม่ยุติแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีสภาพเป็นอนาธิปไตย หรือประเทศถูกแบ่งแยก
มหากาพย์ แห่งการ ปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง
การพัฒนาของสถานการณ์ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางไม่ว่าจะไปในทิศทางใดย่อม ที่จะส่งผลกระทบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะแต่ละประเทศมีเศรษฐกิจที่พึ่งพากัน หากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ได้พัฒนาเป็นช่วง 2 ช่วง และหากพิจารณาต่อไปในอนาคตก็อาจจะทำให้สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นมีชัดเจนและนำ ไปสู่การเตรียมการเผชิญกับสถานการณ์ได้ โดยการพิจารณาจะใช้คำศัพท์จากภาพยนต์เรื่อง Star War มาอธิบายเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ดังแสดงในภาพที่ 3 และ รายละเอียดดังต่อไปนี้

1) ฉากที่ 1 ความหวังใหม่ (Episode I A New Hope):

สถานการณ์เริ่มแรก จะเริ่มจาก เหตุการณ์ในตูนีเซีย ที่ได้ประทุขึ้น จากการเผาตัวตายของ โมฮัมเหม็ด บูอาซีซี (Mohamed Bouazizi) ซึ่งเป็นผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) แต่ตกงานอายุ 26 ปี เพราะอัตราการว่างงานของตูนีเซียนั้นสูงถึง 14% การตายเป็นชนวนให้ชาวตูนิเซียลุกฮือประท้วงรัฐบาล และนำไปสู่ชัยชนะในที่สุด
ในขณะที่สถานการณ์ในตูนีเซียกำลังจะสุกงอม ทางอียิปต์ก็ได้มีมวลชนเริ่มออกมา เพราะเห็นว่าทางสถานการณ์ในตูนีเซีย มีแนวโน้มที่ประชาชนจะชน ทำให้อียิปต์ประสบความสำเร็จตามตูนีเซีย จากสถานการณ์ทั้ง 2 ประเทศนั้น ได้ก่อให้เกิดความหวังขึ้นใหม่ของประชาชนที่ต้องการจะล้มล้างการปกครอง ความสำเร็จของประชาชนใน ตูนีเซีย และอียิปต์ จึงเปรียบเสมือน กับ “ความหวังใหม่ หรือ A New Hope” สำหรับประชาชนในประเทศอื่นๆในตะวันออกกลาง

2) ฉากที่ 2 จักรวรรดิโต้กลับ (Episode II The Empire Strikes Back):

เมื่อความสำเร็จของมวลชนที่มีพลังจนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เป็นจริง ในตูนีเซีย และอียิปต์ ทำให้อีกหลายประเทศเริ่มมองและใช้เป็นตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เยเมน ซีเรีย บาเรนห์ ลิเบีย และประเทศอื่นๆ ในขณะเดียวกันผู้ที่มีอำนาจปกครองก็พยายามหาวิธีการที่จะหยุดยั้งการเคลื่อน ไหวของมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งทางผู้ที่มีอำนาจปกครอง ก็เริ่มลองใช้แนวทางที่รุนแรง เช่นการยิงเข้าใส่ฝูงชนที่ประท้วงทำให้เสียชีวิต หรืออย่างลิเบียใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่กลุ่มต่อต้าน
ด้วยการใช้ความรุนแรงเหล่านี้เองได้ทำให้ การเคลื่อนไหวโดยใช้มวลชนเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะ การเคลื่อนไหวโดยมวลชนนั้นในหลายประเทศจึงอยู่ในภาวะชงักงัน ทำให้ผู้ที่ปกครองกลับมามีอำนาจเบ็ดเสร็จอีกครั้ง ด้วยความสำเร็จของผู้ที่ปกครองประเทศในปัจจุบันนี้เอง จึงเปรียบเสมือน กับสภาพที่เรียกว่า “จักรวรรดิโต้กลับ หรือ The Empire Strikes Back” ในประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ

3) ฉากที่ 3 การกลับมาของเจได (ประชาชน) (Episode III Return of the Jedi (People):

สำหรับสถานการณ์ใน ฉากที่ 3 นั้น เป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น และที่สำคัญจะเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่สุดจะคาดเดา และในสายตาของคนทั่วโลกที่ไม่ใช่ผู้นำหรือชนชั้นปกครองนั้น อยากจะให้การเรียกร้องของประชาชนโดยมวลชนเป็นผู้ชนะ แต่ภายหลังจากการตอบโต้อย่างรุนแรงของผู้นำหรือผู้บริหารประเทศต่างในตะวัน ออกกลางดังที่เป็นอยู่ในฉากที่ 2 นั้น ได้ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของมวลชน ไม่ประสบความสำเร็จ ชะงักงัน มวลชนที่เคลื่อนไหวก็จะเริ่มเรียนรู้และหาแนวทางที่จะไปบรรลุเป้าหมายที่ตน เองต้องการ
หากมวลชนที่เคลื่อนไหวสามารถหาแนวทางที่จะเอาชนะ การดำเนินการปราบปรามของภาครัฐได้ ก็จะส่งผลให้สถานการณ์มีสภาพเป็น “การกลับมาของเจได (ประชาชน) หรือ Return of the Jedi (People)” โดยในที่นี่ Jedi หมายถึงประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อสันติภาพ ความยุติธรรม และความสงบเรียบร้อย และหากมวลชนเคลื่อนไหวไม่ประสบความสำเร็จ สถานการณ์ก็ยังคงดำรงอยู่ใน ฉากที่ 2 นั้น คือ The Empire Strikes Back ดังนั้นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะขยับมาอยู่ที่ Return of the Jedi (People) หรือไม่นั้นคงต้องรอดูกันต่อไป
บทสรุป
สถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็น สถานการณ์ที่ทุกๆ คนต้องคิดตามและให้ความสนใจ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศในแอฟริกา เหนือ นั้นย่อมที่จะส่งผลกระทบต่อ ภูมิรัฐศาสตร์โลก และเมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ประเทศต่างๆ ในโลกย่อมที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยด้วย การแพร่กระจายการล้มล้างการปกครองที่เกิดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและ แอฟริการเหนือ สามารถใช้เป็นตัวแบบในการทำความเข้าใจถึงการล้มล้างการปกครองโดยมวลชนได้ เป็นอย่างดี ทั้งการก่อความไม่สงบโดยมวลชนใช้อาวุธและไม่ใช้อาวุธ
สำหรับประเทศไทยแม้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศได้ผ่านพ้นมาหนึ่งปี แล้ว และประเทศไทยก็กำลังจะมีการเลือกตั้งที่หลายๆ ฝ่ายถามหา และเชื่อว่าน่าจะทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหายไป แต่การเลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความและรับประกันว่าประเทศไทยจะก้าวพ้นความขัด แย้ง เพราะความขัดแย้งดังกล่าวถูกซุกซ่อนไว้ในใจของคนหลายกลุ่ม รอวันที่ปะทุออกมา
เพราะความขัดแย้งที่ยุติไปเมื่อปีที่ผ่านมานั้น มีหลายฝ่ายไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองเรียกร้อง ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเผชิญกับการก่อความไม่สงบในรูปแบบต่างๆ ที่อาจศึกษาได้จากตัวแบบที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง วันนี้หากเราคนไทยทุกคนไม่ช่วยกันร่วมกันทำให้ประเทศก้าวผ่านความขัดแย้งที่ เกิดขึ้นไปให้ได้แล้ว ก็คงไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเราได้เลย เอ….. วัง ครับ

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

กาแฟขม: มุมมองต่อปัญหาใหม่ ๆ ของประเทศไทย

กาแฟขม: มุมมองต่อปัญหาใหม่ ๆ ของประเทศไทย

โดย วันวลิต ธารไทรทอง
นักวิจัยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเก่ง พร้อมกันนั้น ได้ทอดความคิดไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ในห้วงแห่งความคิดของตัวผมเอง ผมมองเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นหลายอย่าง เพราะแม้เราจะผ่านจากความรุนแรงทางการเมืองและวิกฤตการณ์การเงินโลกมาเมื่อ ปีกลาย แต่เราก็มีปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไขรวมถึงปัญหาใหม่ ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นด้วยท่าทีที่คุกคามหลายประการ
ภาพจาก Flickr โดย Sippanont Samchai (สัญญาอนุญาต Creative Commons)
ประการแรก
ผมมองเห็นปัญหาข้าวยากหมากแพงของคนไทย ราคาอาหารและพลังงานพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงทั่วโลก ในประเทศของเราเองราคาอาหารนอกจากจะแพงขึ้นเกือบทุกชนิด แถมในบางชนิดก็เกิดการขาดแคลน เช่น เกิดการขาดแคลนน้ำมันปาล์มกระทั่งต้องต่อแถวขอซื้อตามโควตา และการขาดแคลนน้ำตาลทั้งที่ประเทศของเราส่งออกน้ำตาลสูงเป็นอันดับที่สองของ โลก
ผมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เราเป็นเป็นผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก การขาดแคลนอาหารหรืออาหารแพงเกินอำนาจซื้อของคนไทยไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ และคงไม่ใช่เรื่องใส่ร้ายกันจนเกินไปถ้าจะบอกว่า เรื่องนี้เป็นความล้มเหลวด้านการบริหารจัดการของรัฐ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของไทย ผมอยากให้เรามีการจัดโซนการเพาะปลูก พื้นที่ภาคส่วนใดเหมาะแก่การปลูกพืชอะไร ปลูกเพื่อเป็นอาหารเท่าไหร่ เพื่อเป็นพลังงานเท่าไหร่ และเพื่อส่งออกเท่าใด รัฐบาลจะต้องแสดงบทบาทให้ชัดขึ้น และสร้างมาตรการจูงใจมาสนับสนุน (แต่ไม่บังคับ) กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่คนไทยได้
ทางด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเพิ่มจนผู้ใช้รถทั้งที่เพื่อการเดินทางและเพื่อการขนส่งไม่รู้จะ ปรับตัวไปทางใดแล้ว ทางเลือกของการเดินทางและการขนส่งระบบรางซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า ก็ดูจะยังไปไม่ถึงไหนในประเทศของเรา คนไทยส่วนใหญ่จึงยังอาศัยการเดินทางโดยถนนเป็นหลัก ไม่ว่าจะด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถแท็กซี่ รถตู้ ฯลฯ
การขนส่งก็เช่นเดียวกัน เราพึ่งพาการขนส่งทางถนนมากกว่า 80% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด ฟังแล้วเศร้านะครับ ในขณะที่ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด แต่พลังงานเหล่านั้นถูกใช้ไปกับการเดินทางและการขนส่งที่ด้อยประสิทธิภาพ ผมก็เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่ขอเอาใจช่วยให้โครงการปฏิรูปรถไฟที่กำลัง พิจารณากันอยู่มูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท ให้ทำได้จริง ทำได้ดี และทำอย่างโปร่งใส โดยคำนึงถึงประโยชน์คนไทยเป็นสำคัญ
ประการที่สอง
ผมเห็นแรงกดดันของเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย หลายคนคาดการณ์ว่า ถ้าไม่มีการบริหารจัดการที่ดี เราจะพบกับภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อไปพร้อม ๆ กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในขณะที่ยังไม่รู้เงินเฟ้อจะขยายตัวต่ออย่างไร การบริหารจัดการด้านต้นทุนน่าจะเป็นความจำเป็นแรกๆ ของภาคเอกชนไทย เช่น การลดต้นทุนการขนส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต
ประการที่สาม
ผมเห็นอัตราดอกเบี้ยที่กำลังเป็นขาขึ้น ผมเชื่อว่าเพราะธนาคารชาติต้องการควบคุมการเร่งตัวของเงินเฟ้อมิให้เตลิดจน คุมไม่อยู่ในภายหลัง เหมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ทว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นภาระแก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุนที่ ต้องกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เพราะสินเชื่อต่างๆ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยนั้น อัตราดอกเบี้ยจะปรับตามที่รับมาจากธนาคารชาติ ภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่มั่นคงเช่นนี้ เมื่อมองทิศทางดอกเบี้ยแล้ว ก็อดเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยไม่ได้จริง ๆ ผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อขยายการลงทุนหรือการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยคงจะ ต้องใช้ความรอบคอบมากขึ้น
ประการที่สี่
ผมมองเห็นหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการลด ภาระด้านรายจ่ายแก่ประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ผมเห็นด้วยว่ามาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำ แต่หนี้ภาครัฐก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากภาระผูกพันของมาตรการเหล่านี้ ผมกังวลว่าในระยะยาวรัฐบาลจะหารายได้มาพอใช้หนี้หรือไม่ ฉะนั้น การเร่งหารายได้ของรัฐเพิ่มและการเค้นประสิทธิภาพจากระบบราชการจึงเป็นหนทาง ที่ต้องทำโดยด่วน อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่า การหารายได้เพิ่มที่ดีมิใช่การส่งเจ้าหน้าที่สรรพากรไปรีดภาษีตามร้าน ก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง โดยตรวจดูว่ามีชามกี่ใบ ช้อนกี่คัน หรือการไปจัดเก็บภาษีผู้ขายข้าวหลามตามไหล่ทางหลวง จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการรีดเลือดจากปู
ประการที่ห้า
ผมมองเห็นวิกฤตการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น มีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองไทยครั้งนี้ ซึ่งคงพูดยากว่าอะไรถูกอะไรผิด ขึ้นอยู่ว่าเราใช้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดในการอธิบาย ผมยังมองไม่ออกว่าวิกฤตการเมืองครั้งนี้จะจบลงเมื่อใด “สมดุลแห่งอำนาจ” ที่เฉลี่ยความพอใจของคนหลายๆ กลุ่มจะหน้าตาเป็นอย่างไร ผมได้แต่วิงวอนให้เราไม่ใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นคนไทยด้วยกันเพื่อปรับหา สมดุลแห่งอำนาจอย่างเป็นธรรม
ประการที่หก
ผมมองเห็นวิกฤตสังคมที่เป็นเหมือนมะเร็งร้ายเกาะกินสังคมไทยมายาวนาน ทั้งปัญหาเด็กติดเกม วัยรุ่นตีกัน รายการโทรทัศน์ที่เต็มไปด้วยละครและเกมโชว์ที่เน้นความบันเทิง ซึ่งก็เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ายังขาดจรรยาบรรณใน วิชาชีพของตัวเอง กระแสวัตถุนิยมที่ขยายตัวอย่างไม่ไว้หน้าอุดมการณ์นามธรรมอื่น ๆ นักบวชจำนวนไม่น้อยประพฤติไม่เหมาะสม ระบบการศึกษาตกต่ำ มหาวิทยาลัยไทยกลายเป็นโรงพิมพ์ปริญญา ฯลฯ เรียกได้ว่า แตะไปตรงไหนก็มีคำถามเชิงตัดพ้อว่า ทำไมสังคมไทยถึงเป็นเช่นนี้
ผมคิดว่า เรื่องของทัศนคติและค่านิยมต่อการใช้ชีวิตเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสังคมไทย โดยจะรอต่อไปไม่ได้ เราต้องเร่งสร้างค่านิยมต่อการมีและการใช้ชีวิตที่ยึดศีลธรรมเป็นเครื่องนำ ทางแก่สังคม รวมถึงการขยายที่ยืนให้อุดมการณ์อื่นๆ ที่ละเอียดอ่อนกว่า ลึกซึ้งกว่า และมีความหมายต่อชีวิตมากกว่าคุณค่าอันตื้นเขินของวัตถุ
ท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย ผมมองเห็นวิกฤตการกระจายรายได้ของประเทศไทย แม้เราจะมีมหาเศรษฐีใหม่ระดับหมื่นล้านเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในกลุ่มธุรกิจสุรา กลุ่มสื่อสาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เครือห้างสรรพสินค้า ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยดำรงชีวิตอยู่กับหนี้สินและความยากจนข้นแค้น เรามีปัญหาความเหลี่อมล้ำทางรายได้ที่สูงมาก จนเกิดคำกล่าวว่า สังคมไทยอยู่ในสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” ผมหวังว่าแนวคิดการเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าแบบต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดบนพื้นฐานการสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมแก่ สังคมจะถูกผันออกมาใช้ในเร็ววัน
ผมเชื่อว่า เมื่อเราหยิบยกปัญหาและแนวทางแก้ไขทั้งหมดขึ้นพิจารณาจนมองเห็นความเชื่อม โยงกัน และหากเราสามารถถักทอแนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้เข้าหากันได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายลงในทิศทางสอดคล้องมีเหตุมีผลต่อกัน อาทิเช่น ถ้ารัฐสามารถหารายได้เพิ่มจากการเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน นอกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจะบรรเทา หนี้ภาครัฐก็จะลดลงจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และรัฐอาจมีรายได้มากพอจะส่งเสริมชุมชนและท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพสวัสดิการของคนไทยในพื้นที่ต่างๆ เช่นเดียวกับถ้าเราสามารถสร้างระบบการเดินทางและการขนส่งระบบรางที่มี ประสิทธิภาพ เราก็จะสามารถลดการนำเข้าพลังงาน ลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันแก่ภาคธุรกิจไทย เหล่านี้เป็นต้น
ในทางกลับกัน เมื่อเราไม่สามารถผสมผสานแนวทางแก้ปัญหาข้างต้นไปสู่การปฏิบัติ เราก็จะพบกับการแผ่ขยายของปัญหาต่างๆ ในทิศทางที่สัมพันธ์กัน กระทั่งเกิดเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างอย่างที่เราเป็นอยู่
เพียงแค่ 50 กว่าปี นโยบายการพัฒนาทำให้เมืองไทยกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้น และเมืองไทยกำลังอยู่ปากประตูของความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่เมืองไทยกลับกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโรคร้ายที่รุมเร้า ผมถามตัวเองว่า ผมจะทำอะไรได้บ้างเพื่อประเทศที่ผมรักและพี่น้องร่วมชาติของผม ในขณะที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่สนับสนุนด้านการพัฒนา อย่างน้อยที่สุด ผมต้องทำงานอย่างเต็มความสามารถกับบทบาทที่มีอยู่ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่ไม่ผิดพลาด ผมภาวนาให้ประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาทุกอย่างไปได้ด้วยดี
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ผมหยิบกาแฟขึ้นจิบ พลันรู้สึกขึ้นว่า กาแฟของผมวันนี้ ช่างเป็นกาแฟที่ขมกว่าทุกๆ วัน

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

Thailand's political conflict deemed to continue after election

 
 
Thailand's political conflict deemed to continue after election


English.news.cn   2011-01-14 17:33:00 FeedbackPrintRSS
by Nutthathirataa Withitwinyuchon
BANGKOK, Jan. 14 (Xinhua) -- The general election in Thailand is envisaged to be held soon, possibly by middle of this year. But would the election be the key to reduce, if not eliminate, the state of polarization in Thai politics? Will the ongoing conflicts be solved and politics of post-election situation become more stable?
Prime Minister Abhisit Vejjajiva said recently that he is likely to dissolve the parliament in April although his term will finish in December and will call for a fresh election. While analysts forecast that the general election may be held not earlier than April after the charter amendment receives the parliamentary endorsement or at the latest by October after the parliament approves annual budget for fiscal year 2012.
The decision of Abhisit government to arrange earlier election is viewed by many analysts as a way-out to avoid possible confrontation with the antigovernment "red-shirt" movement. The expected election will eradicate, to some extent, the conditions which once led to violence in Thai politics last year.
Parinya Thewanarumitkul, a law lecturer at the Thammasat University, told a local newspaper Naewna that "If the government continues to stay in the office, the pressure outside the parliament will increasingly grow and eventually lead to confrontation again. The declaration of the premier to dissolve the house in April will lessen the external tension at a certain extent."
Legitimacy of the Abhisit government has been questioned since the first day that the Democrat party took the office in 2008 as it was allegedly formed by the military in a military camp.
From March to May, thousands of the United Front for Democracy against Dictatorship (UDD) had protested against the government, seizing symbolic Democracy monument and a central commercial district in Bangkok. Dubbed "red-shirts", the group sought to bring down the government they saw as elitist and undemocratic. Their political figurehead, former premier Thaksin Shinawatra, has lived in exile ever since he was deposed in bloodless 2006 coup and was convicted of massive corruption in 2008.
Later, as the continued paralysis proved unacceptable for the government and the rest of public, the government decided to use force to disperse the protesters. Clashes between the military and the protesters led to 91 deaths and more than 1,800 injured. Some of its leaders and members have since been detained in prisons across the country.
Since then the "red-shirt" supporters still continue holding rallies at several emblematic places in Bangkok as well as other provinces in a bid to demand the government to organize general election, to release their detained members as well as to give them justice by clarifying the cause of death of the deceased.
If the Democrat party could form a coalition government again after the upcoming election, its government will be more legitimate and the "red-shirt" group becomes less justifiable to stage street protest as they do it regularly nowadays.
When asked whether the existing conflicts will continue in post- election politics or not, Prajak Kongkirati, a lecturer at the Thammasat University's Faculty of Political Science, said in an exclusive interview with Xinhua that the election will ease political disagreement to some degree but will not completely end it.
"The forthcoming poll will alleviate political dispute as well as public resentment at a certain extent as a lot of people still feel the Democrat comes to power without legitimate process. Therefore, legitimacy of the government has been doubted over the past few years."
To the question whether the "red-shirt" movement will carry on protesting if the Democrat rises to power again, Prajak responded that "several remaining obstacles include the case of 91 deaths. The new government is duty-bound to answer questions regarding facts and justice as well as recently occurring violence."
According to Prajak's point of view, public dispute is acceptable in democratic society, so polarized civil society in Thailand is not uncommon phenomenon as it is witnessed in every corner of the world. However, conflicts between two civil societies that have developed into state of anarchy and then ended up in violence must have stemmed from disunity of state power.
The main cause of Thailand's political conflict rather centers at contradiction between the two ruling classes -- one gains power through democratic election, the other includes independent groups outside democracy.
He asserted that conflicts between ruling classes are key factors leading to political disagreements. The independent groups have so far tried to interfere in state affairs and undermine important political institutes. In the bipolar state, power struggling between the two political centers has created tension and finally led to violence.
Prajak's prospect of the post-election political situation shows that as long as basis problem has not yet been resolved, conflicts will remain.
"So long as the two groups keep wrestling for power and the trouble of bipolar state has not really been addressed, it is difficult to alleviate conflicts in civil society. The chance that the violence will resurge remains highly possible if this controversial political structure exists in Thailand."

อัปเกรดพ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก

อัปเกรดพ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก

เมื่อ 7 ม.ษ. 2554
ไฟล์แนบขนาดไฟล์
ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับไอซีทีวันที่ 28 มีนาคม 255449.35 KB

เมื่อวันจันทร์ที่28 มี.ค. 54 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัด ประชุมรับฟังและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเชิญตัวแทนผู้ประกอบการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในการประชุมดังกล่าว มีการแจกเอกสารร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่กระทรวงไอซีทีจัดทำขึ้นด้วย
ร่าง กฎหมายนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ยกเลิกพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์พ.ศ. 2550 ทั้ง ฉบับ และให้ใช้ร่างฉบับใหม่นี้แทน อย่างไรก็ดี โครงสร้างของเนื้อหากฎหมายมีลักษณะคล้ายคลึงฉบับเดิม โดยมีสาระสำคัญที่ต่างไป ดังนี้

ประเด็นที่1 เพิ่มนิยาม “ผู้ดูแลระบบ”
มาตรา4 เพิ่ม นิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” หมายความว่า “ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ผู้อื่นในการเข้าสู่อิน เทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น”
ใน กฎหมายเดิมมีการกำหนดโทษของ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การพยายามเอาผิดผู้ให้บริการซึ่งถือเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสาร จะส่งผลต่อความหวาดกลัวและทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกทั้งในแง่ของกฎหมายคำว่าผู้ให้บริการก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือแทบจะทุกขั้นตอนที่มีความเกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ล้วนเป็น ผู้ให้บริการทั้งสิ้น
สำหรับ ร่างฉบับใหม่ที่เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” ขึ้นมานี้ อาจหมายความถึงเจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก ขณะที่ “ผู้ให้บริการ” อาจหมายความถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
ตาม ร่างกฎหมายนี้ ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด เช่น หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่ กระทำความผิด และสำหรับความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่นการเจาะระบบ การดักข้อมูล หากผู้กระทำนั้นเป็นผู้ดูแลระบบเสียเอง จะมีโทษ1.5 เท่าของอัตราโทษที่กำหนดกับคนทั่วไป
ประเด็นที่ 2 คัดลอกไฟล์ จำคุกสูงสุด 3 ปี 
สิ่ง ใหม่ในกฎหมายนี้ คือมีมาตรา16 ที่ เพิ่มมาว่า “ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ทั้งนี้ การทำสำเนาคอมพิวเตอร์ อาจหมายถึงการคัดลอกไฟล์ การดาว์นโหลดไฟล์จากเว็บไซต์ต่างๆ มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัปข้อมูล การเข้าเว็บแล้วเบราว์เซอร์ดาว์นโหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่ เรียกว่า “แคช” (cache เป็น เทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้ำ) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามีกระทำการดังกล่าว
ประเด็นที่ 3 มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิด
ในมาตรา25 “ผู้ ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือ เยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
เป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตเรื่อง ลามกเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความคลุมเครือว่า ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้นหมายความอย่างไร นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่ากังวลว่า การชี้วัดที่ “การครอบครอง” อาจทำให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาว์นโหลดไฟล์ใดมาโดย อัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊เด็ก ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม
ประเด็นที่ 4 ยังเอาผิดกับเนื้อหา
มาตรา24 (1) นำ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
เนื้อความข้างต้น เป็นการรวมเอาข้อความในมาตรา14 (1) และ (2) ของ กฎหมายปัจจุบันมารวมกัน ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมก่อนจะเป็นข้อความดังที่เห็น มาจากความพยายามเอาผิดกรณีการทำหน้าเว็บเลียนแบบให้เข้าใจว่าเป็นหน้าเว็บ จริงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) จึง เขียนกฎหมายออกมาว่า การทำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมถือเป็นความผิด แต่เมื่อแนวคิดนี้มาอยู่ในมือนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ ได้ตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม” เสียใหม่ กลายเป็นเรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จ และนำไปใช้เอาผิดฟ้องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท ความเข้าใจผิดนี้ยังดำรงอยู่และต่อเนื่องมาถึงร่างนี้ซึ่งได้ปรับถ้อยคำใหม่ และกำกับด้วยความน่าจะเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่น ตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุด ห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หาก พิจารณาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินคดีคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมา ปัญหานี้ก่อให้เกิดการเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็นฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ซึ่งย่อมส่งผลให้คนหันไปแสดงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตแทน อันอาจถูกตีความได้ว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ “รัฐบาล” ข้อความกฎหมายลักษณะนี้ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิด เห็นโดยไม่จำเป็น
ประเด็นที่5 ดูหมิ่น ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
มาตรา26 ผู้ ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่ผ่านมามีความพยายามฟ้องคดีหมิ่น ประมาทซึ่งกันและกันโดยใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จำนวนมาก แต่การกำหนดข้อหายังไม่มีมาตราใดในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่จะใช้ได้อย่างตรงประเด็น มีเพียงมาตรา 14 (1) ที่ระบุเรื่องข้อมูลอันเป็นเท็จดังที่กล่าวมาแล้ว และมาตรา 16 ว่าด้วยภาพตัดต่อ ในร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ได้สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อ หาการดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้นข้อสังเกตคือ ความผิดตามร่างฉบับใหม่นี้กำหนดให้การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทมีโทษจำคุกสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ทั้งที่การหมิ่นประมาทในกรณีปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
ประเด็นที่6 ส่งสแปม ต้องเปิดช่องให้เลิกรับบริการ
มาตรา21 ผู้ ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่ รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ทางการค้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ และโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จากที่กฎหมายเดิมกำหนดเพียงว่า การส่งจดหมายรบกวน หากเป็นการส่งโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ถือว่าผิดกฎหมาย ในร่างฉบับใหม่แก้ไขว่า หากการส่งข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการ บอกรับได้ ทั้งนี้อัตราโทษลดลงจากเดิมที่กำหนดโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาเป็นจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้ง นี้ ยังต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากการส่งข้อมูลดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะไม่ผิดตามร่างฉบับใหม่นี้
ประเด็นที่7 เก็บโปรแกรมทะลุทะลวงไว้ คุกหนึ่งปี
มาตรา23 ผู้ ใดผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความ ผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
น่าสังเกตว่า เพียงแค่ทำซ้ำ หรือมีไว้ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เจาะระบบ การก๊อปปี้ดาวน์โหลดไฟล์อย่างทอร์เรนท์ การดักข้อมูล การก่อกวนระบบ ก็มีความผิดจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เรื่องนี้น่าจะกระทบต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์โดยตรง
ประเด็นที่ 8 เพิ่มโทษผู้เจาะระบบ
สำหรับ กรณีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเพดานโทษเป็นจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท(เพิ่มขึ้น 4 เท่า)
ประเด็นที่ 9 ให้หน้าที่หน่วยใหม่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
ร่าง กฎหมายนี้กำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “สพธอ.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Electronic Transactions Development Agency (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “ETDA” เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงไอซีที
หน่วยงานนี้ เพิ่งตั้งขึ้นเป็นทางการ ประกาศผ่าน “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิสก์ พ.ศ. 2554” เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 54 โดยเริ่มมีการโอนอำนาจหน้าที่และจัดทำระเบียบ สรรหาประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มี.. 54
ใน ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นี้ กำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) มีบทบาทเป็นฝ่ายเลขานุการของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ภายใต้ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับที่กำลังร่างนี้
นอกจากนี้ หากคดีใดที่ต้องการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ในร่างกฎหมายนี้กำหนดว่า พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์การ มหาชน) เป็นผู้ประสานงานกลางให้ได้ข้อมูลมา
ประเด็นที่10 ตั้งคณะกรรมการ สัดส่วน 8 – 3 – 0 : รัฐตำรวจ-ผู้ทรงคุณวุฒิ-ประชาชน
ร่าง กฎหมายนี้เพิ่มกลไก“คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทาง คอมพิวเตอร์” ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้ อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคลจากผู้มี ความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์จำนวนสามคน โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี
คณะกรรมการชุด นี้ ให้ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์กรมหาชน), สำนักงานกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สังกัดกระทรวงไอซีที), สำนักคดีเทคโนโลยี (สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม), และ กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี (บก.สสท.) (สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นเลขานุการร่วมกัน
คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ออกระเบียบ ประกาศ ตามที่กำหนดในพ.ร.บ.นี้ และมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึง “ปฏิบัติการอื่นใด” เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการและอนุกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

OPERATION ODYSSEY DAWN – ปฏิบัติการทางทหารบนข้อจำกัด

OPERATION ODYSSEY DAWN – ปฏิบัติการทางทหารบนข้อจำกัด

โดย พ.อ. ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง
จากเมื่อคืนวันที่ 19 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา ได้มีขีปนาวุธร่อนโทมาฮอร์ค หรือ Cruise Missile Tomahawk จำนวนกว่า 110 ลูกถูกปล่อย โดยมีเป้าหมายคือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของประเทศลิเบีย พร้อมทั้งมีการใช้เครื่องบินเข้าปฏิบัติทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ในลิเบียไปพร้อมๆ กัน
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 48 คน และ บาดเจ็บกว่า 150 คนนั้น ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารหลังจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติ (UNSC) ได้อนุมัติให้ใช้ “ทุกมาตรการที่จำเป็น” เพื่อปกป้องประชาชนลิเบียจากการโจมตีของรัฐบาลกัดดาฟี ด้วยมติ 10-0 โดยมีชาติที่งดออกเสียง 5 ชาติ ได้แก่ รัสเซีย จีน บราซิล เยอรมนี อินเดีย เมื่อวันที่ 17 มี.ค.54 ที่ผ่านมา
ปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้มีชื่อว่า Operation Odyssey Dawn สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารอย่างจำกัด ทั้งตามคำแถลงการณ์ของประธานาธิบดี โอบามา ของสหรัฐฯ เอง และ รูปแบบของการปฏิบัติการเองทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติการครั้งนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งรีบและบนความ ไม่พร้อม ของสหรัฐฯ เอง ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นเป็นผู้ร่วมในการให้การสนับสนุน
มาถึงตรงนี้หลายๆ ท่านอาจจะมองว่าทำไมผมถึงให้น้ำหนักสหรัฐฯ ในการกำหนดทิศทางของการปฏิบัติการทางทหาร ที่ผมให้น้ำหนักไปที่สหรัฐฯ เพราะปัจจุบัน สหรัฐฯ มีปัจจัยที่เอื้อต่อการส่งทหารออกไปทั่วโลก ด้วยปัจจัยดังนี้คือ ในระดับนโยบาย สหรัฐฯ เป็นประเทศทีมีความชัดเจนในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่รักษาผลประโยชน์นอกประเทศ
อีกทั้งกฏหมายได้ให้อำนาจประธานาธิบดี ในการรักษาผลประโยชน์นอกประเทศ นอกจากนี้ สหรัฐฯ เอง ยังมีกองทัพที่มีกำลังพล 5 เหล่าทัพ (กองทัพบก เรือ อากาศ นาวิกโยธิน และ รักษาฝั่ง) พร้อมกองกำลัง National Guard และ กำลังสำรอง ประมาณ 2 ล้านนาย

ไม่เพียงแต่ความพร้อมในระดับนโยบาย และ ทางกองทัพมีกำลังพลจำนวนมากแล้ว สหรัฐฯ ยังมีประสบการณ์ในการนำกำลังทหารออกปฏิบัติการหลายพื้นที่ในโลก จวบมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมีเหล่าทัพที่มีความสามารถออกไปปฏิบัติการได้ทั่วโลกที่มีความสามารถดูแล ตัวเองได้ 60 วันโดยไม่มีการสนับสนุนจากภายนอก จำนวน 3 หน่วย นั่นคือ
กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ (Marine Expeditionary Force) โดย กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ จะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารทางบก และทางอากาศ และมีหน่วยงานส่งกำลังของตนเอง ซึ่งเมื่อประกอบกำลังกับกำลังทางเรือ เช่น เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือลำเลียงพล และ รวมถึงเรือยกพลขึ้นบก จะทำให้ กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ เป็นหน่วยที่มีความพร้อมทั้ง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ในตัวเอง ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่ไม่มีประเทศไหนมีได้เท่า
อย่างไรก็ตามการที่สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกแต่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของสหรัฐฯ กับไม่เอื้ออำนวยให้ส่งกำลังเข้าปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย เนื่องจาก ปัจจุบัน สหรัฐฯมีกำลังทหารอยู่ในอิรักประมาณ 90,000 นายเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้กำลังทหารลดลง อีกทั้งยังมีกำลังทหารอยู่ในอัฟกานิสถานประมาณ 90,000 นาย โดยในอิรัก สหรัฐฯ เป็นผู้จัดกำลังรับผิดชอบหลัก
ส่วนในอัฟกานิสถาน จะเป็นการจัดกำลังภายใต้กรอบของ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO) ภายใต้ชื่อ International Security Assistance Force : ISAF การที่สหรัฐฯ คงกำลังทหารไว้ในอิรัก และอัฟกานิสถาน
ทำให้สหัฐฯ ถูกตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ สูญเสียชีวิตคนสหรัฐฯไป 4,430 คนในอิรัก บาดเจ็บ 36,395 คนและสูญเสียชีวิตคนสหรัฐฯไป 1,412 คนในอัฟกานิสถาน บาดเจ็บ 10,468 คน เพื่ออะไร ทำให้แรงผลักดันในประเทศให้ถอนกำลังออกจากทั้ง 2 ประเทศ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ดีและแข็งแกร่งอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
ไม่เพียงแต่ข้อจำกัดเรื่องกำลังที่คงไว้ใน อิรักและอัฟกานิสถานแล้ว สหรัฐฯ เองยังมีแนวคิดในการทำสงครามที่ว่า Two-Major Theater War หรือความสามารถที่จะเปิดสนามรบพร้อมกันได้ 2 สนามรบ แต่ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ สหรัฐฯ จึงได้กำหนดสนามรบออกเป็น 3 ประเภทคือ
* พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (Large Theater War: LTW)
* พื้นที่ทีมีความขัดแย้งขนาดเล็กที่มีข้าศึกมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง (STW High-Technology)
* พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดเล็กในพื้นที่ปิด พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าภูเขา (STW Low Intensity)
โดยยามปกติ สหรัฐฯ จะบรรจุกำลังพล ที่กองบัญชาการภาคพื้นยุโรป (Command: EUCOM) 100,000 นาย ที่กองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Command: PACOM) 100,000 นาย และที่กองบัญชาการภาคพื้นกลาง (Central Command: CENTCOM) 40,000 นาย ถ้ามีความขัดแย้งในแต่ละภูมิภาคการประกอบกำลังดังต่อไปนี้
- พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (LTW): 9 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 12 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 6 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
- พื้นที่ทีมีความขัดแย้งขนาดเล็กที่มีข้าศึกมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง (STW High-Tech): 1 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 5 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 3 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
- พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดเล็กในพื้นที่ปิด พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าภูเขา (STW Low-Intensity): 3 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 3 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 1 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
โดยที่ทั้งหมดจะมีกองหนุน 9 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน และ 2 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
แนวความคิดใหม่นี้ได้ปรับเปลี่ยนสมมุติฐาน จากโอกาสที่จะเกิด พื้นที่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ สองพื้นที่ มาเป็นความขัดแย้ง มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากว่า หนึ่งพื้นที่ ณ เวลาหนึ่ง แต่กรอบของความขัดแย้งต่างกัน บางพื้นที่ อาจจะมีความขัดแย้งในลักษณะ LTW, STW High-Tech หรือ STW Low-Intensity เพราะฉะนั้นการเตรียมกำลัง และ ประกอบกำลังขึ้น ตามสมมุติฐานใหม่นี้จะมีความอ่อนตัวมากขึ้น และอาจทำให้ กองทัพสหรัฐฯ มีขีดความสามารถที่จะทำการรบในพื้นที่ความขัดแย้งมากกว่า 1 พื้นที่ในเวลาเดียวกัน
จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความสามารถในการส่งกำลังออกนอกประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดที่มีคือ การมีกองกำลังคงอยู่ในอิรัก และ อัฟกานิสถาน ทำให้การเปิดสนามรบที่ 3 นั้นเป็นไปได้แต่สนามรบที่ไม่ต้องใช้กำลังพลมาก ทำให้ส่งผลสะท้อนไปยังการปฏิบัติการ Operation Odyssey Dawn ว่าสหรัฐฯ จะไม่ส่งกำลังทหารเข้าไป และจะปฏิบัติการทางทหารอย่างจำกัด ส่วนประเทศอื่นๆ นั้น มีข้อจำกัดนานาประการ เช่น ประเทศในสหภาพยุโรป ต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจ และมีกองกำลังของตนเองอยู่ใน อัฟกานิสถาน ทำให้ไม่ง่ายที่จะเป็นผู้นำในการนำกองกำลังทางบกเข้าสู่ลิเบีย
ดังนั้นการปฏิบัติ Operation Odyssey Dawn ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงมีความเป็นไปได้ 3 แนวทางหลังจากการทิ้งโจมตีทางอากาศและ การโจมตีโดยขีปนาวุธร่อน ดังปรากฏในภาพที่ 1 และ มีรายละเอียดดังนี้

1. แนวทางที่ 1 : นำกำลังจากสหรัฐฯ หรือ นานาชาติ เข้าสู่ลิเบีย ซึ่งหากแนวทางนี้เกิดขึ้น กำลังหลัก ที่นำเข้าจะมีโอกาสน้อยมากที่เป็น สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ ใช้ทหารไปในอิรัก และอัฟกานิสถาน เกือบ 200,000 นาย แต่ก็อาจะมีความเป็นไปได้ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังไม่มีความพร้อมในการเปิด สนามรบ แห่งที่ 3 ด้วยเงื่อนไขหลาย ประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการถอนกำลังในตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมีความยุ่งยากในเชิงปฏิบัติ เพราะต้องเตรียมการโดยใช้เวลานาน
2. แนวทางที่ 2 : การใช้สงครามนอกแบบ โดยจัดตั้งกองโจร แนวทางนี้เป็นแนวทางที่มีโอกาสมาก แนวทางหนึ่ง เพราะ สหรัฐฯ อาจจะสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ สะดวก ข้อจำกัดที่จะเกิดขึ้นคือหน่วยที่รับผิดชอบในเรื่อง ของสงครามนอกแบบของสหรัฐฯ ในพื้นที่ของลิเบีย ปัจจุบันมีภารกิจ บางส่วนหรือ เพิ่งจบภารกิจจาก อัฟกานิสถาน เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ต้องใช้เวลา ฟื้นฟู และ ปรับกำลังใหม่ แต่ก็ใช้เวลานานในการดำเนินการกว่าจะประสบความสำเร็จ
3. แนวทางที่ 3 : การใช้กำลังจับตัวผู้นำ แนวทางนี้เป็นเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มี โอกาสมากอีกแนวทางหนึ่ง เพราะ สหรัฐฯ สามารถใช้หน่วยปฏิบัติการ พิเศษ เข้าดำเนินเนินการจับกุมผู้นำได้ โดยใช้เวลาในการปฏิบัติไม่นานมากนัก การปฏิบัติตามแนวทางนี้ต้อง ได้รับการสนับสนุนและยินยอมจาก นานาประเทศ ที่สำคัญหลังจากการจับคุมแล้ว ต้องหาแนวทางดำเนินการต่อ เพราะอาจทำให้ ความสมดุลย์ทาง การเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนบนมีการเปลี่ยนแปลง
ด้วยข้อจำกัดที่จากที่กล่าวมาในข้างต้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจว่า หลายประเทศที่เข้าร่วมเล่นในสถานการณ์นี้จะมีแนวทางอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร ราคาน้ำมันก็คงขึ้นต่อไป และ ความสงบสุขในกลุ่มประเทศอาหรับก็ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะไปสู่จุดยุติ อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะยุติอย่างไร สถานการณ์เหล่านี้คงได้ยุติชีวิตคนไปอีกหลายชีวิต นี่แหละอำนาจและผลประโยชน์ …………..เอวัง ครับ

ปฏิกิริยาจากตะวันออกกลาง: หลังลิเบียโดนโจมตีทางอากาศ

ปฏิกิริยาจากตะวันออกกลาง: หลังลิเบียโดนโจมตีทางอากาศ

มุมมองจากประเทศในโลกอาหรับมีทั้งเห็นพ้องและขัดแย้ง ในประเด็นการโจมตีลิเบียจากกองกำลังผสมนานาชาติ ความเห็นพ้องและร่วมสนับสนุนอาจเกิดขึ้นได้ในประเทศที่ไม่ประสบภาวะความแตก แยกจากการคัดค้านไม่เห็นด้วยในการปกครองของผู้นำประเทศ ขณะเดียวกัน ประเทศที่ไม่เห็นด้วย อาจต้องทบทวนบทบาทในการปกครองของชาติตน เพราะเห็นตัวอย่างการแทรกแซงทางทหารในลิเบีย
อิรัก
หลังการโจมตีลิเบียจากชาติตะวันตกเป็นวันที่ 3 ทำให้จำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตมียอดเพิ่มสูงขึ้น นักการเมืองอิรักยังคงเงียบงันและอาจให้การสนับสนุนอย่างระแวดระวัง
“ผมรู้สึกเสียใจกับชาวลิเบีย” นาย Asmaa al-Mousawi สมาชิกรัฐสภาคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศกล่าว “ผมขอตำหนิกลุ่มอาหรับลีกและนักการทูตที่ยังคงเงียบเฉยสำหรับเหตุการณ์ครั้ง นี้ ทั้งที่มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องเข้ามา เกี่ยวพัน”

เขากล่าวถึงประธานกลุ่มอาหรับลีก นาย Amr Moussa ว่า “เขาพูดว่า เขาต่อต้านการคร่าชีวิตพลเรือน” “แต่เราก็ควรจะยอมรับว่า ไม่มีการโจมตีทางทหารใดๆ ที่จะไม่กระทบต่อชีวิตของพลเรือนได้”
Ahmed Ismali พ่อค้าวัย 30 กล่าวว่า “ผมเชื่อว่า มันเป็นสิทธิของประชาชนที่สามารถประท้วงต่อต้านทรราชย์ได้”
“มันเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับมติขององค์การสหประชาชาติ มันบอกให้ผู้นำทุกคนได้รู้ว่าควรจะทำสิ่งที่สร้างความยุติธรรมแก่ประชาชนของ พวกเขา นั่นคือความชอบธรรมของ UN และมันคือทางเลือกที่ถูกต้องในการกำจัดมูอัมมาร์ กัดดาฟี”
บาห์เรน
การโจมตีทางทหารและเหตุการณ์ไม่สงบในลิเบียนั้น ยังไม่ถูกนำมาพูดคุยเป็นการสาธารณะนัก แต่ปฏิบัติการดังกล่าวนั้นมีคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับได้ให้ความ สนับสนุนเพื่อปกป้องพลเมืองชาวลิเบีย

ขณะที่ผู้ต่อต้านภายในบาห์เรนได้เห็นพฤติกรรมในลิเบียเป็นแบบอย่าง พวกเขามีความต้องการให้เกิดสถานการณ์เช่นเดียวกันในประเทศของตน พวกเขาเรียกร้องว่าระบอบบาห์เรนไม่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาและมีการใช้ กำลังของรัฐเพื่อโจมตีพวกเขาอย่างรุนแรงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้ว 16 ราย
รัฐบาลกล่าวว่า ได้พยายามปรับแก้กฎหมายและระเบียบกฎเกณฑ์และพยายามยับยั้งการรัฐประหารที่ ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอิหร่าน
กาตาร์
เป็นอีกหนึ่งประเทศในอ่าวอาหรับที่ให้การสนับสนุนการโจมตีลิเบีย ด้วยการส่งเครื่องบินรบและทหารเข้าสนับสนุนการปฏิบัติการดังกล่าว แต่กาตาร์ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนในประเทศที่ประสบปัญหากับพลเมือง เช่นในบาห์เรน
หนังสือพิมพ์ al-Qana ระบุว่า “กาตาร์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนมาก ในการประณามการกระทำอันรุนแรงที่มีการฆาตกรรมชาวลิเบียของกัดดาฟีที่เริ่มมี การปฏิวัติจากประชาชนตั้งแต่ช่วงแรก”

“การเผชิญหน้าระหว่างประชาชนที่ปราศจากอาวุธและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำ สงครามต่อต้านประชาชน ประสบความสำเร็จได้ด้วยการมีส่วนร่วมจากทหารรับจ้าง ผมถือว่าเราได้มีจุดยืนแห่งประวัติศาสตร์ร่วมกันในการทำตามมติขององค์การสห ประชาชาติ”
อียิปต์
ชาวอียิปต์ยังคงเฝ้าดูการปฏิวัติของชาวลิเบียอย่างต่อเนื่องผ่านกระจก สะท้อนประสบการณ์ประท้วงของพวกเขา ฮอสนิ มูบารัค ผู้ปกครองจอมเผด็จการที่เป็นผู้นำยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ถูกขับไล่จากการปฏิวัติของประชาชนอย่างไม่ยอมผ่อนปรนต่อสิ่งใด ตลอดจนการสนับสนุนการแทรกแซงทางทหารของชาติตะวันตกจำนวนมาก
ขณะที่มีการปฏิวัติภายในประเทศ ทหารอียิปต์มีความเป็นกลางตลอดระยะเวลา 18 วัน แต่กัดดาฟีใช้กองกำลังทหารเข้าปะทะกับพลเรือนผู้ที่พยายามจะโค่นล้มเผด็จการ อย่างสันติ

กว่า 10 ปีมานี้ กัดดาฟีไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านชาติตะวันออกนัก เนื่องจากเขามีมุมมองว่า มีความไม่แน่นอนและไม่สามารถคาดการณ์ได้
Homza Moussa นักวิจาร์ณจากหนังสือพิมพ์ al-Destour กล่าวว่า “อำนาจทางกฎหมายตามมติ UN จะช่วยหยุดอาชญากรรมที่เขาก่อ ที่มีการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน กัดดาฟีขู่ทั้งประชาชนของเขาและชาติตะวันตก เขาหลอกตัวเองว่าได้รับชัยชนะผ่านการรายงานข่าวแบบผิดๆ จากสถานีโทรทัศน์ของเขา เราควรจะต่อต้านเขา”
สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์
เป็นชาติในอ่าวอาหรับอีกหนึ่งชาติที่ให้การสนับสนุนชาติตะวันตกใช้การทหารเข้าแทรกแซงลิเบีย
Abdul Rahman al-Atiyah เลขาธิการประจำคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ กล่าวยืนยันว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เป็นส่วนหนึ่งของชาติพันธมิตรที่ตั้งขึ้นเพื่อทำการ ตกลงกับกองกำลังทหารของกัดดาฟี แต่ไม่ได้ยืนยันว่าร่วมปฏิบัติการทางทหารหรือไม่
Aal-Atiyah กล่าวว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์มีบทบาทด้านการต่างประเทศในลิเบีย แต่ไม่ได้รับบทบาทหลัก
หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในเมืองอาบูดาบีระบุว่า “ความเป็นหนึ่งเดียวของชาติอาหรับถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น โลกอาหรับจำเป็นต้องพูดให้เป็นเสียงเดียวกัน”
“ความขัดแย้งเกิดขึ้นจากความลังเลต่อภารกิจในลิเบียดังกล่าว”
ฝ่ายตรงข้ามของกัดดาฟีคือเหยื่อของความโหดร้ายอย่างแสนสาหัสและต้องเผชิญ กับการทำลายล้างที่อาจเกิดขึ้น แต่ตริโปลีและฝ่ายที่สนับสนุนกัดดาฟีควรพึงระลึกว่าพลเมืองชาวลิเบียสมควร ได้รับการปกป้อง
ซีเรีย
ยังคงมีความเงียบงันจากรัฐบาลซีเรีย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการประท้วงเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยทั่ว ภูมิภาค ทั้งยังมีการแทรกแซงจากต่างประเทศในลิเบีย ซีเรียเป็นชาติจากโลกอาหรับที่ต่อต้านการสนับสนุนมติ UN ในการปิดน่านฟ้าลิเบีย ที่นำโดยประธานาธิบดี Bashar al-Assad แห่งซีเรีย ทำให้เกิดการประท้วงจากฝ่ายต่อต้านลิเบียในเบงกาซี
“การไม่เห็นด้วยกับมติ UN ดังกล่าว อาจเป็นผลมาจากผลประโยชน์ของตนเองที่ไม่ต้องการถูกแทรกแซงจากภายนอก”
ขณะเดียวกัน ระบอบการปกครองของซีเรียก็ได้รับแรงกดดันจากการประท้วงในทางตอนใต้ของเมือง Daraa เช่นกัน ทั้งยังมีการควบคุมสื่อในการเผยแพร่ข้อมูลการโจมตีทางอากาศของกอง กำลังผสมนานาชาติในการต่อต้านรัฐบาลกัดดาฟีด้วย แต่ความโหดร้ายที่รัฐบาลกัด ดาฟีกระทำต่อกลุ่มต่อต้านก็กระตุ้นความกลัวกับชาติอื่นๆ เช่น ซีเรีย
การแทรกแซงในลิเบียเป็นการส่งสัญญาณจากประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดการฆาตกรรมหมู่ในฮามา (Hama massacre) เช่น ที่เคยเกิดขึ้นในปี 1982 ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตราว 40,000 คน จากการพยายามปฏิวัติ แต่ไม่ประสบความสำเร็จของ Muslim Brotherhood
อย่างไรก็ตาม ซีเรียเคยมีประสบการณ์จากเหตุการณ์ไม่สงบมาแล้ว อีกทั้งในปัจจุบันซีเรียกำลังเผชิญกับการต่อต้านประท้วงจากประชาชน จึงไม่ได้ให้การสนับสนุนการโจมตีลิเบีย
อิหร่าน
อิหร่านมีท่าทีหวาดระแวงต่อการแทรกแซงทางทหารในลิเบีย แม้จะสนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติต่อต้านกัดดาฟีก็ตาม
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน Ramin Mehmanparast กล่าวถึง การโจมตีทางอากาศว่าเป็นรูปแบบของจักรวรรดินิยมใหม่ แต่อิหร่านสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้ต่อต้านกัดดาฟีให้ได้รับความชอบธรรม
สำนักข่าวอิหร่านอ้างถึงคำพูดของโฆษก กต. อิหร่านว่า “ประเทศที่เข้าร่วมเป็นกองกำลังผสมนั้น ได้เข้าสู่คำโฆษณาที่เย้ายวนใจที่ว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนประชาชน แต่จริงๆ แล้วพวกเขาก็ทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ถือเป็นความต่อเนื่องของการปกครองประเทศแบบจักรวรรดินิยมในรูปแบบใหม่”
ขณะเดียวกัน สื่อของอิหร่านกล่าวว่า “มีการนำเสนอข่าวการแทรกแซงในลิเบีย แต่ได้ลดการเผยแพร่ข่าวลงนับจากลิเบียถูกโจมตีทางอากาศ”
นักศึกษาชาวอิหร่านกล่าวว่า “ฉันไม่คิดว่าประชาชนในอิหร่านจะเห็นด้วยกับการโจมตีลิเบียของรัฐบาลจากชาติ ตะวันตก ฉันคิดว่ามันช่วยย้ำเตือนพวกเขาถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอัฟกานิสถานและอิรัก ซึ่งทำให้พลเมืองที่บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตจากการกระทำดังกล่าว”

“ชาวอิหร่านมีความอ่อนไหวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในบาห์เรนและเยเมน มากกว่าในลิเบีย เพราะมีชาวมุสลิม ชีอะห์ เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งที่มาจากการต่อต้านผู้นำดังกล่าว”
ผู้มีอำนาจระดับสูงในอิหร่านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาต่อต้านการใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามชาวบาห์เรนและชาวเยเมนที่ ประท้วงเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตย อิหร่านยังกล่าวเตือนถึงการต่อต้านโดยกำลังทหารของซาอุดิอาระเบียในบาห์เรน ด้วย
สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Mahmoud Ahmadinejad กล่าวเตือนถึงการต่อต้านโดยการใช้กำลังเพื่อปิดน่านฟ้าในลิเบียและประณามการ โจมตีโดยการกระหน่ำยิงชาวลิเบียของกัดดาฟี เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าการแทรกแซงทางทหารน่าจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น เรามีประสบการณ์มาแล้วทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน ที่ส่งผลร้ายมากกว่าจะทำให้ดีขึ้น”
“ชาติตะวันตกมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าราวกับพวกจักรวรรดินิยม ผมหวังว่ารัฐบาลยุโรปและสหรัฐ จะไม่แทรกแซงในกิจการภายในของภูมิภาคนี้ และควรจะปล่อยให้ประชาชนในภูมิภาคนี้ตัดสินอนาคตด้วยตัวของพวกเขาเอง”

โครงการ iLaw ชวนลงชื่อหยุดร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับใหม่

 

โครงการ iLaw ชวนลงชื่อหยุดร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับใหม่

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้หยุดการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยใช้ร่างของกระทรวงไอซีที ซึ่งมีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น และไม่ได้แก้ไขปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
สำหรับเนื้อหาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. คอมฯ ฉบับใหม่ สามารถอ่านได้จาก อัปเกรดพ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก
จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เรื่อง ขอให้ร่วมกันแสดงออกเพื่อ “หยุด” การนำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
วันที่ 18 เมษายน 2554
เรียน ประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
สำเนาถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร
เรื่อง ขอให้ร่วมกันแสดงออกเพื่อร่วมกัน “หยุด” การนำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยไม่ฟังเสียงประชาชน
เนื่องด้วยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ กระทรวงไอซีที ได้จัดทำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขึ้นมาใหม่ โดยมีแนวโน้มว่าจะเสนอร่างกฎหมายนี้เข้าสู่วาระที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ทันก่อนยุบสภาสมัยนี้
ประเด็นสำคัญในร่างกฎหมายดังกล่าวถูกนำเสนอในสื่อมวลชนและเว็บไซต์ต่างๆ [http://ilaw.or.th/node/857] พบว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตและ ผู้ให้บริการที่อาจได้รับผลกระทบจากกฎหมาย มีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น นอกจากจะไม่ได้แก้ไขปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นในพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แล้ว ยังเพิ่มสาระสำคัญที่ยิ่งสวนทางกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปัจจุบัน ได้แก่ ความพยายามเอาผิดกับตัวกลางผู้ให้บริการ ซึ่งส่งเสริมวัฒนธรรมการจับแพะและการเซ็นเซอร์ตัวเอง เจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ต้องมีความรู้ความสามารถแต่มีอำนาจสูง และมีอำนาจควบคุมข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนี้ยังมีหลายมาตราที่เขียนไม่ชัดเจน เปิดช่องให้ตีความได้กว้างขวาง
ร่างกฎหมายฉบับใหม่นั้น พบว่าไม่ได้แก้ปัญหาเดิม แต่กลับยิ่งเพิ่มเนื้อหาหลายมาตราอันจะส่งผลให้ผู้ดูแลระบบซึ่งเป็นตัวกลาง มีความเสี่ยงต่อโทษอาญาสูงขึ้น โปรแกรมหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและเข้าถึงข้อมูลอาจกลายเป็น โปรแกรมผิดกฎหมาย การสำเนาข้อมูลก็เสี่ยงต่อการถูกตีความว่าผิดกฎหมาย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ไม่มีสัดส่วนและที่มาที่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย ตัวบทหลายมาตราไม่ชัดเจนเปิดช่องให้ตีความได้กว้างขวางตามดุลยพินิจ ของผู้บังคับใช้กฎหมายฝ่ายเดียว จนสามารถกล่าวได้ว่า ร่างกฎหมายนี้จะทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนมีโอกาสทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ไม่ควรดำเนินการอย่างเร่งรีบ การไม่เปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมชวนให้ตั้งคำถามได้ว่า ผลประโยชน์ที่แท้จริงตกแก่ฝ่ายใด ซึ่งการสร้างความชอบธรรมในกฎหมายสามารถทำได้โดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม แก้ไขกฎหมายอย่างเต็มที่
แม้อาจกล่าวได้ว่า กว่ากฎหมายจะออกมาได้ต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนที่อาจเปิดโอกาสให้ประชาชนมี ส่วนร่วมได้ก็ตาม แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขในหลักการและสาระสำคัญได้ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมเสนอแก้ไขกฎหมาย สามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องผัดวันประกันพรุ่งให้เป็นภาระของอนาคต
บุคคลและองค์กรซึ่งมีรายชื่อลงนามในท้ายจดหมายฉบับนี้ ขอเรียกร้องให้ยุติการเสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์พ.ศ….เข้าสู่กระบวนการ ทั้งนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเสนอข้อแก้ไขหรือทำประชาพิจารณ์
ร่วมลงชื่อได้ที่ เว็บไซต์ iLaw

Ugandan Government To Order Blocking of Facebook, Twitter To Quash Protests

Ugandan Government To Order Blocking of Facebook, Twitter To Quash Protests

BY Kit EatonToday

uUganda protests
The Ugandan government, facing social unrest over high food and fuel prices, will order its ISPs to block Twitter and Facebook. It's the latest move in controlling social media to control a popular social movement.
According to an official from the government of Uganda Twitter and Facebook are being used to foment public protests, which the opposition has dubbed "walk to work," and it's had enough. If there's more unrest, it will exercise its authority by writing to the nation's ISPs to force them to block access to these social networks and thus prevent more unrest. The protests are an expression of the public's unhappiness at soaring prices of essentials like food and fuel, and the government has used strong-arm tactics from the police and army to try to suppress them.
Speaking to Reuters, Godfrey Mutabazi, the executive director of the Ugandan Communications Commission, noted that the blame lies squarely in the laps of Twitter and Facebook as a vehicle for allowing mass law-breaking. "If someone is telling people to go and cause mass violence and kill people...I can assure you we'll not hesitate to intervene and shut down these platforms." Mutabazi remarked that the government is "very alert" and is monitoring these media--if people "start promoting dangerous ideas, we'll act like every country would do."
Mutabazi conveniently side-stepped the fact that the government itself could be to blame, and that it sets the laws it's now accusing its people of breaking. What Mutabazi did get right is the rising habit of using social media in the organization of anti-government protests and the simultaneous habit of suppression of free speech online by those same governments.
Although Uganda's moves may be ineffective as it's emerging that Twitter perhaps didn't play as big a role in the uprising in Iran as it has been painted in the media, although it did indeed have an important part in what went on (counter to some commentator's viewpoint). Critics of Uganda's heavy-handed politics will spot the irony that the government has power to command its police to quash a public protest, but doesn't have any kind of internet "kill switch"--much as happened in Egypt, it has to call the national ISPs to force them to censor the Net. Perhaps this isn't too unexpected since a mere 9% of Ugandans have Net access at all--which makes us wonder whether the censorship will work to actually prevent future protests remains to be seen. Watch the headlines.

With Microsoft's Patent Battle, Innovation Goes On Trial

With Microsoft's Patent Battle, Innovation Goes On Trial

BY David ZaxToday
Many of our Most Innovative Companies appear to want to weaken an element of patent law. But don't patents protect innovation? A look at Microsoft's case before the Supreme Court, and how it could alter the course of innovation in America.

Supreme Court building
Microsoft is fighting a Supreme Court battle to overturn a $290 million patent-infringement judgment. The case, if decided in Microsoft's favor, could make it easier to invalidate patents. And in what might come as a surprise, an array of Fast Company's Most Innovative Companies have thrown their weight behind Microsoft, including Facebook, eBay, LinkedIn, Netflix, Intel, and even arch-competitors Apple and Google.
You'd think the most innovative companies would want a robust patent system, to protect their own innovative ideas. But as it turns out, the situation is more complicated than that.
The case is a showdown between Microsoft and a Canadian software company called i4i. i4i has alleged that an earlier version of MS Word infringed on US Patent No. 5,787,449, filed back in June 2000. It's a little esoteric to a non-coder, but as Ars Technica helpfully explains in actual English, the patent has to do with "a method of manipulating the structure of a document separaretly from its content." In 2009, a federal jury ruled in favor of i4i, awarding $200 million in damages and briefly ordering Microsoft to stop selling Word. Later that same year, the United States Court of Appeals for the Federal Circuit affirmed that ruling; Microsoft then appealed to the Supreme Court, which agreed to hear the case.
As sometimes happens in cases of great importance, the specific issue at hand seems almost trivial. The court isn't taking up the sweeping question--at least not directly--of what the patent system is or should be, or even the question of whether Microsoft infringed on this particular patent, per se. The court is examining what burden of proof should be involved in invalidating a patent. i4i says that the legal system should (and does) require a higher standard of evidence--so-called "clear and convincing evidence"--to prove a patent invalid. Microsoft wants it to be easier to pick off a patent it thinks shouldn't have been issued, wanting the requirement to merely be a "preponderance of evidence."
More than just $290 million dollars hinge on that handful of words--to an extent, the future of innovation in America also hangs in the balance.
Ars Technica again has one of the better explanations out there of why these words matter. Microsoft claims that i4i already sold a product that would qualify as "prior art" for its invention, a year before it applied for a patent. If so, that would invalidate the patent. i4i says that only an examination of the source code--which, incidentally, can no longer be dug up--would meet the "clear and convincing" evidence standard.
So what does this mean for innovation and the patent system in America? And why are so many companies we've deemed innovative (though not all of them--GE, #45 on our Most Innovative list this year, sides with i4i) wanting to apparently weaken patent protection?
If you're a company that finds itself on the receiving end of patent lawsuits more often than not, you have an incentive to get in Microsoft's corner here. High-tech companies are the sort of organizations that are constantly getting sued. A smartphone alone is a bundle of thousands of ideas. When you deal with complex technology, it's often possible to infringe on another's patent without being aware that you're doing so. Lawsuits become so common in such situations that they're almost just a form of saying hello (cease-and-desists are too easy to ignore): "Oftentimes the way a party signals to another party in one's industry, 'I’m serious about this--you need to speak with me,' is by filing a lawsuit," legal scholar Adam Mossoff once told me.
So companies that develop complex products involving a multitude of ideas would side with Microsoft on this one. By contrast, companies that earn billions based on a single blockbuster patent have a massive incentive to side with i4i here, and to make their patents less easy to pick off. It should come as no surprise that Eli Lilly and Bayer, the pharmaceutical companies, are backing i4i here. So are venture capital firms and universities, according to CNet--both realms where the single big idea, if it's protected, can lead to massive and sustained revenue.
So that's the cynical answer to the question of why innovative companies have taken different sides here: the bottom line.
But giving them the benefit of the doubt, for a moment, and taking their words at face value, each party is also making the larger case that its side represents a brighter and more innovative America.
A patent system is successful to the extent that it fosters innovation. To maximize innovation doesn't necessarily require maximizing the protection of patents. It means striking an optimal balance, protecting patents that deserve it, while not protecting patents that don't.
i4i has said that "patent law [is] at a crossroads," with this decision; if patents can be so easily overturned, goes the argument, than what incentive do creative thinkers have to innovate? (Incidentally, a little entity known as the Obama Administration itself has taken the same point of view, filing an amicus brief on i4i's behalf.) Microsoft takes the opposite stance, naturally, with regards to the i-word: "If you have a really bad patent that shouldn't have been issued, what happens? It stops innovation," argued Microsoft's associate general counsel, Andy Culbert, according to several sources.
Experts are divided. The Microsoft-scrutinizing blog at the Seattle Post-Intelligencer has rounded up several who go either way. One patent-law expert, Florian Mueller, declared sympathies with Microsoft--but admitted to an opposition to software patents in general, a stance that Microsoft itself would hardly support, as the owner of many patents and frequent plaintiff in suits as well.
There's one last possibility we might briefly consider. Microsoft may just want to hang on to its $290 million, whether or not its stance in this case is in its long-term best interest. But then we must swiftly reject it: for Microsoft, in the long run, $290 million is chump change.

Electronic Cigarette Maker Develops The Smoker's Foursquare Check-In, Tries To Get You Laid

Electronic Cigarette Maker Develops The Smoker's Foursquare Check-In, Tries To Get You Laid

BY Austin CarrToday

Blu Cigs
The founder of Blu Cigs, battery-powered electronic cigarettes that mimic the look and feel of traditional cigs and deliver vaporized nicotine to users, believes he's discovered an innovation that could help his company compete with R.J. Reynolds and Philip Morris.
Jason Healy, president of the Charlotte, North Carolina-based company, and his team have spent about a year developing the "Smart Pack," a first-of-its-kind e-cig pack which features unique ID technology that detects nearby e-smokers. Before, e-cig packs were meant simply as a portable charging device for the glowing blue-tip devices. Now, when a fellow user is "vaping" (not smoking) within a 50-foot range, the Smart Pack will notify both parties, potentially prompting a social interaction. What's more, the company has designed the products for seamless integration with social networks like Facebook and Twitter, essentially making the Smart Pack the Foursquare check-in for the nicotine-addicted consumer.
"Customers were always telling us how social Blu e-cigs were--they'd be in a bar or outside, and someone would see this blue light and what looks like smoke," says the Australian-born Healy, who before developing the unlikely smokeless cigarettes ran his first business manufacturing basketball gear in China. "Quite often it sparks a conversation--I actually had a doctor who kept emailing me cause it kept getting him laid. So we started to develop the social aspect of it."
This is all sparking up as public smoking gets slowly extinguished as a social habit. Restaurants and bars around the globe have shooed second-hand fumes to the sidewalk, where cigarette-dependents stand cordoned off from the inside chatter, likely griping about the soaring cost of a pack.
"More and more smokers are becoming lepers," Healy says. "We're not just selling electronic cigarettes--we're selling freedom."
E-cigs have have faced significant scrutiny from government agencies, anti-smoking groups, and health organizations, but controversy aside, they're growing in popularity--last year Healy says his company did roughly $30 million in online sales.
 Working with a veteran engineer from BMW and NASA, Healy says he designed the product to be as simple and seamless as possible--the "Apple policy," as he calls it. The plan is to realease it optimized for an "iTunes-like" desktop application that enables users to keep up with all the e-cig interactions they've had, whether on the street or in the pub. Users will be able to sync their Smart Packs to their computers to change their profiles, see the people they've connected with, update privacy settings, or port over data to social media platforms like Facebook.
"You can set whatever parameters you'd like," Healy says. "It could range from leave me alone to I'm single to I want a drinking buddy all the way to please date me."
As Healy explains, the Smart Pack will help migrate social interaction off of computers and smartphones, and help foster personal dialogue through the bond of electronic cigarettes.
"I look at these social and dating networks, and I think, why don't you just walk up and talk to some people instead of having to do it online? Our products have a great ice-breaker quality that our customer loves: People see their Packs flashing, the logo on the front lights up, it's very visible," Healy says. "In a dating sense, your Pack is laying the groundwork for you. It's almost like a little wing man, from a guy's perspective. You don't have to go up to a girl with a cheesy pick-up line. It's doing all the talking for you because you're too chicken-shit to do it yourself."
The Smart Pack is currently being tested secretly. It's slated to be released in June to masses of vapor-sucking swingers, and then we presume we'll start reading Facebook and Twitter posts about the satisfying sensation of a post-coital Blu Cig.
[Top feat image by Francois Karm]

อ่านแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจาก IMF

อ่านแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจาก IMF

โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม


กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำปี 2554 ล่าสุดออกมาเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 54 ผมคิดว่าน่าสนใจเลยนำมาสรุปและวิเคราะห์ต่อดังนี้
1) IMF ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าขยายตัวแข็งแกร่งคือในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.4 % และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.5 % ผมมีความเห็นว่า การที่เศรษฐกิจโลกหลังพ้นวิกฤติในปี 2551 ไม่กี่ปีสามารถขยายตัวต่อเนื่อง 2 ปีในระดับที่เหนือกว่า 4 % ต่อปีซึ่งเป็นระดับการขยายตัวที่สูงมากก่อนวิกฤตินั้นเป็นการบอกว่าสิ่งที่ รัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งมาตรการการเงินและการคลังอย่าง เต็มที่รวมทั้งชักชวนประเทศต่างๆให้ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมๆกันนั้น ได้ผล กล่าวคือ เศรษฐกิจทั่วโลกรอดพ้นจากหายนะมาได้แม้จะแลกมาด้วยต้นทุนทางการคลังที่สูง ยิ่งก็ตามแต่การปล่อยให้สถาบันการเงินล้มเป็นทอดๆโดยไม่เข้ามาแทรกแซงและไม่ ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลคือเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่หายนะในระดับเดียวกับปี ค.ศ. 1929
ในแง่นี้ผมคิดว่ามาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 ถือว่าคุ้มค่ามาก



2) การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในอัตราที่สูงที่ว่านี้ เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วเช่นสหรัฐ ยุโรป กำลังเผชิญปัญหาการว่างงานในอัตราที่สูงอยู่ แสดงชัดเจนว่าหัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนเป็นประเทศกำลัง พัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว
โดยแถวหน้าของหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกปัจจุบันคือประเทศกลุ่ม BRICs ได้แก่ บราซิล จีน อินเดียและรัสเซีย โดยเฉพาะจีนนั้นถือเป็นหัวจักรขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด
ผมคิดว่าต่อจากนี้ไป การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของจีนจะมีผลกระทบต่อทั่วโลกใน ทุกๆด้าน จำเป็นที่ภาครัฐและเอกชนของไทย จะต้องมีข้อมูลสารสนเทศของประเทศจีนที่ลงลึกถึงระดับมณฑลให้เร็วที่สุดและ ต้องทราบถึงกลุ่มผู้นำทางการเมืองของจีนที่ถัดจากรองประธานาธิบดี นายสี จิ้นผิง จะเป็นใครหรือกลุ่มใด เพื่อประเมินความสามารถและแนวนโยบายรวมทั้งจุดเด่นของกลุ่มผู้นำรุ่นดัง กล่าว
ในขณะที่เฉพาะหน้า จะต้องจับตาเรื่องหนี้เสียของธนาคารจีนซึ่งน่าจะปะทุขึ้นมาในราวปลายปีหน้า เป็นต้นไปว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนโดยรวมหรือไม่
3) IMF ประเมินว่าความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลกในตอนนี้คือ การปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาอาหารและราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งกดดันต่อเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและอาจจะสร้างปัญหาทางสังคมรวมทั้งบ่อน ทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงตรงนี้มากกว่าประเทศพัฒนา แล้วซึ่งมีประสิทธิการใช้พลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ดีกว่าประเทศกำลังพัฒนา
ในส่วนของประเทศไทยนั้น ปัญหาเรื่องพลังงานเป็นปัญหาหลักที่แก้ไม่ได้เสียที ทั้งๆที่โจทย์นี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป เพราะเสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคงไม่สามารถดำเนินโครงการใหญ่ เช่น รถไฟรางคู่ซึ่งสามารถเป็นทางขนส่งสินค้าเป็นหลักแทนการใช้ถนน หรือ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยการวางยุทธศาสตร์สนับสนุนพลังงานทดแทน จากพืช และแสงอาทิตย์รวมทั้งลมนั้น ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีใครวางยุทธศาสตร์สนับสนุนต่อ ผลคือ เมื่อราคาน้ำมันขึ้น วิธีแก้ปัญหาเป็นอย่างเดิมคือ การอุ้มราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน และภาวนาให้ราคาน้ำมันโลกลงไปเอง วิธีนี้ได้ผลในปี 2551 เพราะเศรษฐกิจโลกพังไปพอดี ราคาน้ำมันจึงลด แต่ ณ ขณะนี้ ไม่มีความเสี่ยงใดๆที่เศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวลงไปอีก ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสจะยืนราคาเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมในสังคมไทยจะต้องเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน
4) IMF ประเมินว่าในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ใช้เงินยูโร (Euro Area) นั้นมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำในปีนี้ คือ คาดว่าจะอยู่ที 1.6 % และปีหน้าจะอยู่ที่ 1.8 % แม้ว่าเศรษฐกิจของเยอรมันซึ่งเป็นประเทศหลักในกลุ่มผู้ใช้เงินยูโรจะขยายตัว สูงที่ 2.5 % ในปีนี้และที่ 2.1 % ในปีหน้าก็ตาม เพราะประเทศอื่นๆในกลุ่มยูโรนั้นมีการขยายตัวที่ต่ำกว่าระดับ 2 % ทั้งนั้น โดยเฉพาะประเทศที่ฐานะทางการคลังอ่อนแอ เช่นสเปนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.8 % ในปีนี้และที่ 1.6 % ในปีหน้า
ผมคิดว่าการขยายตัวในอัตราที่ต่ำของประเทศอื่นในกลุ่มยูโรยกเว้นเยอรมัน เป็นการสะท้อนว่าปัญหาวิกฤติหนี้สินยุโรปนั้นในที่สุดจะต้องมีการปรับโครง สร้างหนี้แน่นอน เพราะเกินวิสัยที่ประเทศเยอรมันจะแบกรับภาระได้หมด ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้น่าจะเกิดขึ้นในปี 2556 เป็นต้นไป
หมายเหตุ:บทความนี้ได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที 15 เมษายน 2554

Google 3.0 สู่อนาคต: ทศวรรษที่สองใต้การนำของ Larry Page

Google 3.0 สู่อนาคต: ทศวรรษที่สองใต้การนำของ Larry Page

วันที่ 4 เมษายน 2011 ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญมากของกูเกิล บริษัทไฮเทคที่ใครๆ ก็รู้จักกันหมดแล้วในยุคสมัยนี้ เพราะเป็นวันที่ Larry Page หนึ่งในสองผู้ก่อตั้งบริษัท กลับมาดำรงตำแหน่งซีอีโอ กลายเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรอีกครั้งหนึ่ง
ก่อนจะพูดถึงทิศทางของกูเกิลใต้การคุมบังเหียนของ Larry Page เราอาจต้องย้อนดูต้นตอและประวัติศาสตร์ของกูเกิลกันสักหน่อย

Google 1.0: จากโครงการวิจัยปริญญาเอกสู่เว็บค้นหาชื่อดัง

กูเกิลมีรากเหง้ามาตั้งแต่ปี 1996 โดยเริ่มจากเป็นโครงการวิจัยด้านเครื่องมือค้นหาของ Larry Page และ Sergey Brin นักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ตัวมันเองกลับมีศักยภาพมากกว่าการเป็นแค่โครงการวิจัยมาก Page และ Brin จึงหาทางตั้งบริษัทเพื่อทำเงินจากเครื่องมือค้นหาข้อมูลแบบใหม่ที่พวกเขา สร้างขึ้น
หน้าเว็บกูเกิลรุ่นแรกสุดตั้งแต่ปี 1998 (ภาพจาก Wikipedia)
ยุคแรกของกูเกิลหรือ Google 1.0 เติบโตขึ้นตามเส้นทางของบริษัทไฮเทคทั่วไป นั่นคือขอเงินจากนักลงทุนที่เรียกว่า venture capital เพื่อมาเป็นทุนตั้งต้น ซึ่งนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเป็นหุ้นของบริษัท และจะทำกำไรจากหุ้นเหล่านี้ได้ในอนาคตที่บริษัทเหล่านี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้ว ในกรณีของกูเกิลได้เงินทุนก้อนแรก 1 แสนเหรียญ จดทะเบียนบริษัทในปี 1998 และได้เงินก้อนที่สองอีก 25 ล้านเหรียญในปี 1999
ระหว่างนั้นกูเกิลก็สร้างชื่อเสียงของตัวเองอย่างรวดเร็วว่าเป็นเครื่อง มือค้นหาที่ใช้ง่ายและได้ผลลัพธ์ดีกว่าเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ในตลาดขณะนั้น เมื่อบริษัทเริ่มใหญ่ขึ้นจนอยู่ในระดับที่นักศึกษาอายุ 20 กลางๆ ไม่สามารถบริหารงานได้ เหล่าผู้ถือหุ้นและนักลงทุนจึงดึงตัวผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาช่วย และเขาคนนั้นคือ Eric Schmidt อดีตหัวหน้าผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ Sun Microsystem และอดีตซีอีโอของ Novell

Google 2.0: เติบใหญ่และยึดครองอินเทอร์เน็ต

นับจากปี 2001 เป็นต้นมา Eric Schmidt ในฐานะ “พี่เลี้ยง” ของสองหนุ่มผู้ก่อตั้ง นำประสบการณ์ที่เคยดูแลบริษัทไฮเทคหลายแห่งมาใช้กับกูเกิล และกูเกิลภายใต้การบริหารงานของเขาก็ผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทไอทีอันดับต้นๆ ของโลกได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
เทคโนโลยีค้นหาที่ Page และ Brin สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยู่ในสแตนฟอร์ดนั้นมีคุณค่ามหาศาลในแง่การใช้งาน แต่ในแง่ธุรกิจ มันกลับยังไม่สามารถแปรกลับมาเป็นตัวเงินได้ กูเกิลในยุคของ Schmidt สามารถแก้ปัญหานี้โดยสร้างระบบโฆษณาในหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหา ซึ่งเป็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคำที่ผู้ใช้งานกำลังมองหาอยู่ ระบบโฆษณานี้มีชื่อว่า AdWords และประสบความสำเร็จอย่างมาก กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินชิ้นสำคัญของกูเกิลมาจนถึงทุกวันนี้
สามประสานแห่งกูเกิลในยุค 2000s สองผู้ก่อตั้ง Larry Page, Sergey Brin และอีกหนึ่งซีอีโอ Eric Schmidt
กูเกิลเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2004 และตลอดสิบปีที่ผ่านมา กูเกิลก็มีผลิตภัณฑ์ออกมามากมาย ทั้งที่ซื้อกิจการมาและสร้างขึ้นเองภายในบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Gmail, YouTube, Blogger, Google Docs, Google Maps, Google Earth, Chrome, Android, Picasa อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจของบริษัทก็ยังมาจากการโฆษณาออนไลน์ ซึ่งมีรากเหง้ามาจาก AdWords และผลิตภัณฑ์หลักคือ Google Search (แม้ว่าภายหลังจะแตกหน่อรูปแบบการโฆษณาออกไปอีกหลายแขนงก็ตาม)
กูเกิลถึงจุดสูงสุดประมาณปี 2005-2007 โดยยึดครองตลาด search engine โลกได้เบ็ดเสร็จในแทบทุกประเทศ คู่แข่งรายแล้วรายเล่าต่างล้มหายตายจากเมื่อถูกกูเกิลบุกถล่มโจมตี (ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่กูเกิลไม่ได้ครองส่วนแบ่งตลาด อันดับหนึ่งเรื่องการค้นหา) อย่างไรก็ตามช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้ กูเกิลก็เริ่มประสบปัญหารบแพ้ในบางสมรภูมิ โดยเฉพาะโลกของ social network ที่โดนรุ่นน้องอย่าง Facebook ขึ้นมาเบียดบังรัศมี และโลกของมือถือ-สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต ที่ยังมีอดีตพันธมิตรอย่างแอปเปิลค้ำคออยู่
ผลิตภัณฑ์ด้าน social network ของกูเกิลต่างประสบความล้มเหลวเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น Orkut เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีคนใช้เยอะแค่ในบราซิลประเทศเดียว, OpenSocial ที่หวังรวมกำลัง social network มาถล่ม Facebook แต่แพ้ราบไม่เป็นท่า, Google Buzz บริการเลียนแบบ Twitter ที่ล้มเหลวและถูกรัฐบาลสหรัฐสอบสวนข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว (ล่าสุดกูเกิลเพิ่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ Google +1 ซึ่งมีลักษณะเหมือนปุ่ม Facebook Like ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะไปได้ดีแค่ไหน)
ส่วนในแง่การบริหารงาน ช่วงหลังกูเกิลถูกวิจารณ์มากว่าดำเนินการล่าช้า ปรับตัวไม่ทันคู่แข่ง กระบวนการในบริษัทซ้ำซ้อนและขาดคนตัดสินใจ ซึ่งก็เป็นปัญหาแบบเดียวกับที่พบในองค์กรดาวรุ่งในอดีต ที่เริ่มจะใหญ่และเทอะทะจากปริมาณพนักงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ปัจจุบันกูเกิลมีพนักงานประมาณ 24,000 คนและมีแผนจะจ้างเพิ่มอีกมาก)
ช่วงสิ้นปี 2011 ซีอีโอ Eric Schmidt ก็ได้ประกาศช็อคโลกว่าเขาจะลงจากตำแหน่งในไม่ช้า โดยเปิดทางให้ Larry Page ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอคนแรกในบริษัท ที่พัฒนาตัวจากไอ้หนุ่มวัยละอ่อน มาเป็นชายอายุสามสิบปลายๆ ที่ถูกบ่มเพาะจากการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงมาตลอดสิบปี

Google 3.0: สัปดาห์แรกของ Larry Page

ถ้าเรามองว่า Google 2.0 ภายใต้การนำของ Schmidt คือ “ทศวรรษแรก” ของบริษัทไอทีที่โดดเด่นที่สุดหลังขึ้นสหัสวรรษใหม่เป็นต้นมา การมาถึงของ Google 3.0 โดย Larry Page ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ทศวรรษที่สอง” อันน่าสนใจยิ่ง
สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นการทำงานสัปดาห์แรกของ Larry Page ซึ่งเขาเองก็มีแผนในใจอยู่แล้วมากมาย
Larry Page กับการหวนคืนสู่ตำแหน่งซีอีโออีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี
เป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งของ Larry Page คือการปรับโครงสร้างองค์กรของกูเกิลเสียใหม่ ลดกระบวนการอันซ้ำซ้อนล่าช้าลง เปิดโอกาสให้ผู้บริหารแต่ละฝ่ายทดลองความคิดใหม่ๆ ได้มากขึ้น และพร้อมจะรับความล้มเหลวจากการทดลองเหล่านี้
Page ปรับวิธีการประชุมของบริษัทเสียใหม่ โดยกำหนดให้ต้องมีการตัดสินใจเกิดขึ้นภายในที่ประชุม (เพื่อป้องกันการประชุมที่ไร้ความหมายและเสียเวลาของทุกคน) เขายังจัดที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงใหม่ให้มีช่วงที่ออกมานั่งทำงานรวม กันในพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อให้พนักงานระดับที่ต่ำลงมาสามารถเข้าหา ขอคำปรึกษาได้ง่าย Page ยังจัดความสำคัญของผลิตภัณฑ์บางตัวใหม่ ประกาศลดความสำคัญของผลิตภัณฑ์บางตัวที่มีแนวโน้มไม่สดใสลง (เช่น Google Health บริการเก็บข้อมูลสุขภาพออนไลน์) และเพิ่มความสำคัญของผลิตภัณฑ์เด่นบางตัวมากขึ้น
แต่ผลงานชิ้นสำคัญของ Page ในสัปดาห์แรก ก็คือการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง 7 คน ให้มีตำแหน่งเป็น Senior Vice President (SVP) มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการดูแลผลิตภัณฑ์สำคัญๆ ของบริษัท ได้แก่
  • YouTube และกิจการวิดีโอทั้งหมด
  • เว็บเบราว์เซอร์ Chrome และระบบปฏิบัติการแห่งอนาคต Chrome OS
  • มือถือและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android
  • ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการค้นหา Search
  • ธุรกิจด้านการหาข้อมูล การโฆษณา การพาณิชย์โดยอิงกับพื้นที่ (local & commerce)
  • โฆษณาออนไลน์ เครื่องจักรทำเงินของบริษัท
  • Social Network
กูเกิลทดลองใช้การบริหารแบบ “บริษัทลูกซ้อนอยู่ในบริษัทแม่” มาบ้างและประสบความสำเร็จด้วยดี ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Android ซึ่งทีมงานแยกตัวเป็นอิสระ แทบไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายอื่นในบริษัท มีเฉพาะผู้บริหารระดับสูงคือ Andy Rubin ผู้สร้าง Android เข้ามาร่วมประชุมกับทีมบริหารเพื่อกำหนดทิศทางเท่านั้น การทำงานที่อิสระของ Android ทำให้ทีมงานสามารถเลือกพัฒนาความสามารถสำคัญๆ ของระบบได้อย่างรวดเร็ว (เพราะไม่ต้องเสียเวลากับการประชุมและการเมืองภายในบริษัท) แต่ก็ยังไม่ทิ้งความสัมพันธ์กับฝ่ายอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุนให้ Android ทั้งระบบมีความสามารถมากขึ้น อีกตัวอย่างที่ดีคือ YouTube ซึ่งบริหารงานในลักษณะบริษัทอิสระก็เริ่มจะทำกำไรแล้วเช่นกัน
ในการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า Page ผลักดันบุคคลากรฝ่ายของตัวเองขึ้นมาคุมกิจการหลักๆ ของบริษัท ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงที่ใกล้ชิดกับ Schmidt และทำงานกับกูเกิลมานาน ลาออกจากกูเกิลไปทำอย่างอื่น
กูเกิลมีชื่อเสียงมานานเรื่องบรรยากาศในการทำงานที่เอื้อต่อความสร้างสรรค์ แต่ Page ก็ต้องจัดระเบียบใหม่ให้เข้ารูปเข้ารอยเช่นกัน
นอกจากการจัดระเบียบองค์กรแล้ว Page ยังมุ่งจะผลักดันผลิตภัณฑ์ด้าน social network ของตัวเองอย่างเต็มที่ หลังจากที่โดน Facebook ตีแตกยับในแนวรบด้านนี้ ในสัปดาห์แรกของการเป็นซีอีโอ มีข่าวว่าเขาเขียนบันทึกภายในถึงพนักงานทุกคนให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ด้าน social ของบริษัท และประกาศว่าจะพิจารณาอัตรา “โบนัส” ของกูเกิลในปีนี้ โดยใช้ปัจจัยจากผลงานด้าน social ของกูเกิลอีกด้วย
Page ถูกวิจารณ์มากว่าการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานโดยใช้โบนัสเป็นตัวล่อไม่ใช่ สิ่งที่ดี เพราะพนักงานอาจโฆษณาผลิตภัณฑ์ด้าน social เกินจริงเพื่อหวังโบนัส และอาจส่งผลเสียต่อกูเกิลในระยะยาวได้ เขายังถูกวิจารณ์ว่า “กลัว Facebook เกินเหตุ” อย่างไรก็ตามแผนการด้าน social ของกูเกิลเองก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก และ Google +1 เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
(หมายเหตุ: SIU จะนำเสนอเรื่องผลิตภัณฑ์ด้าน social ของกูเกิลอย่างละเอียดในโอกาสถัดไป)

คำแนะนำถึง Larry Page: ควรทำอะไรบ้างกับกูเกิล

สื่อจำนวนมากได้เขียนข้อเสนอถึง Larry Page แสดงความเห็นว่าควรปรับกลยุทธ์ของกูเกิลอย่างไรบ้าง ที่น่าสนใจคือ Fast Company ซึ่งเขียนคำแนะนำออกมา 7 ข้อ ได้แก่
  1. แยกการบริหารงานออกเป็นหน่วยอิสระภายในบริษัท เพื่อสร้างความคล่องตัวในการบริหารงาน (ซึ่งตรงกับที่ Page ดำเนินการไปแล้ว)
  2. ออกผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาแข่งกับคู่ค้า เพื่อกระตุ้นตลาดให้เกิดนวัตกรรมมากขึ้น ก่อนหน้านี้กูเกิลเคยออกเบราว์เซอร์ Chrome ทั้งที่มี Firefox เป็นพันธมิตรอยู่แล้ว แต่ก็ทำให้ตลาดเบราว์เซอร์แข่งกันอย่างรุนแรง และเกิดนวัตกรรมมากมาย ในส่วนของโทรศัพท์มือถือ ในปี 2010 กูเกิลออกโทรศัพท์ของตัวเองใต้แบรนด์ Nexus มาสองรุ่น ซึ่งมาแข่งกับคู่ค้าของตัวเองที่ผลิตมือถือ Android ส่งผลให้สเปกโทรศัพท์ที่ออกตามมาหลังจากนั้นสูงขึ้น ถือเป็นการสร้างมาตรฐานให้ตลาด ทาง Fast Company ประเมินว่าเราน่าจะได้เห็นยุทธศาสตร์ลักษณะเดียวกันนี้จาก Page มากขึ้น
  3. ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร กู เกิลเป็นบริษัทที่มีรากเหง้ามาจากด้านวิศวกรรม และให้ค่ากับ “ตัวเลข” และ “ข้อมูลจริง” สูงมาก ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่กูเกิลไม่แน่ใจว่าควรวางโฆษณากี่ชิ้นในหน้าผลการค้น หา ซึ่งกูเกิลแก้ปัญหานี้โดยการทดลองกับผู้ใช้งานจริงในวงจำกัด และได้ตัวเลขที่เหมาะสมในที่สุด ดังนั้นกูเกิลในยุคของ Page จึงไม่ควรลังเลถ้าไม่แน่ใจ แต่ควร “ทดลอง” เพื่อหาข้อมูลจริงมาประกอบการตัดสินใจแทน
  4. ให้ค่ากับ “ความสร้างสรรค์” วัฒนธรรมการอ้างอิงข้อมูล ของกูเกิลก็มีผลเสียในมุมกลับ เพราะทำให้กูเกิลอ่อนแอเรื่องการออกแบบและความสวยงาม ซึ่งคู่แข่งอย่างแอปเปิลทำได้ดีกว่า ทาง Fast Company ก็เรียกร้องให้กูเกิลในยุคของ Page ให้ความสำคัญกับพนักงานด้านการออกแบบ การดีไซน์ ให้มากขึ้น (ล่าสุดกูเกิลเพิ่งจ้าง Matias Duarte ผู้ออกแบบระบบปฏิบัติการ Palm webOS ซึ่งได้รับการยกย่องในแง่ดีไซน์มาร่วมทีม Android)
  5. ปรับวิธีคิดด้าน social เสียใหม่ กูเกิลยังมีปัญหา ด้าน social อย่างมาก และการออกผลิตภัณฑ์มาสู้กับ Facebook อาจจะต้อง “คิดใหม่ทำใหม่” โดยไม่เดินตามรอยของ Facebook แต่เน้นผลิตภัณฑ์แนวคิดใหม่ๆ ที่พัฒนาต่อจากจุดแข็งของกูเกิลเป็นหลัก
  6. ประชาสัมพันธ์ตัวเองให้มากกว่านี้ กูเกิลมีผลิตภัณฑ์ มากมาย แต่หลายตัวคนส่วนมากกลับไม่รู้จัก ซึ่งกูเกิลสามารถเรียนรู้จากแอปเปิลที่มีผลิตภัณฑ์ไม่มาก แต่สามารถนำจุดขายของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมาทำตลาดให้ผู้บริโภคโดนใจและจดจำ ได้ ดังนั้นกูเกิลควรทุ่มงบประมาณไปกับการประชาสัมพันธ์ตัวเองอย่างชาญฉลาด เพื่อให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาขึ้น
  7. ฝันให้ไกล คิดให้ใหญ่ กูเกิลยังมีโครงการอีกจำนวนมาก ที่อยู่ในห้องทดลอง โครงการหลายตัวถือเป็น “ความฝัน” ที่มนุษยชาติยังไปไม่ถึง เช่น การสแกนหนังสือให้หมดทั้งโลก หรือระบบซอฟต์แวร์แปลภาษาที่ทำงานได้จริง โครงการเหล่านี้ถือเป็นโครงการระยะยาวที่กูเกิลจะกอบโกยได้ ถ้าหากมันใช้งานและตอบโจทย์ได้จริงในอนาคต ดังนั้น Larry Page และผู้นำของกูเกิลยุคใหม่จึงต้องกล้าที่จะฝัน และกล้าที่จะยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันโครงการต่อไป แม้จะได้รับเสียงวิจารณ์ในระยะแรกว่า “ไม่มีวันทำได้”
ตัวอย่างโครงการล้ำๆ ของกูเกิลอย่าง "รถไร้คนขับ" ซึ่งจะเป็นอนาคตของกูเกิลในระยะยาว (New York Times)
นอกจาก Larry Page แล้ว กูเกิลยังมี “อาวุธลับ” อีกอย่างคือ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอีกคน ที่ได้รับมอบหมายให้ไปคุมโครงการระยะยาวที่เป็นความลับของบริษัทอีกด้วย
กูเกิลในยุคที่สามของ Larry Page เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เราอาจเรียกได้ว่าตอนนี้กูเกิลกำลังอยู่ในช่วง “ปรับฐาน” สำหรับการเติบโตในระยะต่อไป เข้าสู่โลกที่คนมากกว่าครึ่งต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตเกือบตลอดเวลา และใช้งานคอมพิวเตอร์ผ่านอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ แทนที่จะเป็นพีซี กูเกิลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และวิสัยทัศน์อันยาวไกลต่ออุตสาหกรรมไอทีในอีกสิบปีข้างหน้า
กูเกิลในทศวรรษแรกพิสูจน์แล้วว่ามีดีกว่าที่ทุกคนคาด สามารถสร้างตัวจากบริษัทโนเนมขึ้นมาเป็นมหาอำนาจฟัดเหวียงกับไมโครซอฟท์และ แอปเปิลได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมองไปยังพรมแดนใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยไปถึงในอีกสิบปีถัดไป ทีมงานของกูเกิลจึงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าจะสามารถก้าวข้ามทศวรรษใหม่ ได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับทศวรรษแรกอันน่าตื่นตาตื่นใจที่พวกเขาผ่านมันมาได้แล้ว