บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ร่วมสนับสนุน National Knowledge Center



เราต้องการพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะใจกลางเมืองสำหรับทุกคน
ชีวิตในเมืองวันนี้คุณไปไหนได้บ้าง?
          Lifestyle ทุกวันนี้ มีอยู่แค่ไม่กี่อย่าง ไปกินข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้ง มีแต่สถานที่ที่เราต้องเสียเงินตลอดเวลา เพราะกลางเมืองเรามีแต่พื้นที่เพื่อการพาณิชย์ พื้นที่ของห้างสรรพสินค้าเท่านั้น
          ถึงแม้ห้างจะเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกที่ดีมากก็จริงแต่ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ทุกอย่างในชีวิตได้ แล้วนอกจากเดินห้าง เรายังมีตัวเลือกในการใช้ชีวิตนอกเวลางานอีกรึเปล่า?
          ยิ่งเมืองเจริญขึ้นเท่าไหร่ สิ่งก่อสร้างที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว คือ ที่ช้อปปิ้ง ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือสถานที่พัฒนาคน เราควรจะมีตัวเลือกกิจกรรมใหม่ๆ ที่ เปิดโอกาสให้ชีวิตยุคนี้มากขึ้นรึเปล่า?

โลกอนาคตผลักเราให้ต้องปรับตัวตลอดเวลา
          ลองคิดดูนะครับ ด้วยความรู้ที่คุณมีทุกวันนี้ คุณคิดว่าคุณมีโอกาสตกงานกี่เปอร์เซนต์?
          เมื่อเปิด Facebook คุณจะเห็นเลยว่าเทคโนโลยีล้ำหน้าแค่ไหน หุ่นยนต์เล่นโกะชนะมนุษย์, ไม่ต้องดูหนังหรือออกท่องเที่ยว เราก็เห็นภาพเสมือนจริงได้จาก VR, เรามีรถที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน และต่อไปก็จะมีรถที่ไร้คนขับ,กระทั่งอาชีพนักเขียนยังไม่ปลอดภัย เพราะสมองกลก็แต่งหนังสือได้แล้ว
          โลกอนาคตกำลังฆ่าปัจจุบัน และถ้าเราไม่ปรับตัว มันจะฆ่าอาชีพของเราทิ้ง เหมือนที่มันฆ่าอาชีพพนักงานพิมพ์ดีดหรืออาชีพส่งโทรเลข สิ่งเดียวที่ช่วยให้เรารอดพ้นได้คือการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แทนที่วิทยาการเดิม พื้นที่เรียนรู้สาธารณะสำหรับคนทุกช่วงวัยเป็นสิ่งจำเป็น เราไม่ได้แค่ต้องเรียนรู้เพื่อให้มีงานทำ แต่ความรู้มวลรวมของประชาชนส่งผลต่อทั้งชาติ

ประเทศไทยไม่เคยก้าวพ้นการเป็น”ประเทศกำลังพัฒนา” 
         ประเทศมากมายในอเมริกาใต้และเอเชีย รวมถึงประเทศไทยกำลังติดกับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) เราพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่ไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่การมีรายได้สูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือไต้หวัน เพราะขาดปัจจัยด้านเทคโนโลยี เงินทุน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หลายสิบปีที่ผ่านมา เราจึงเคยชินกันการเป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศโลกที่ 2 แน่นอนว่ารัฐบาลรู้เรื่องนี้ดี โมเดลไทยแลนด์ 4.0 จึงเกิดขึ้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคใหม่ เราควรขับเคลื่อนชาติด้วยนวัตกรรม พัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

เริ่มต้นที่ทุกคนต้องเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม
          ในฐานะประชาชนคนไทย ผมก็อยากให้การเปลี่ยนแปลงที่ดีนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยของเรา แต่ปัญหาพื้นฐานที่ประชาชนธรรมดาอย่างผมพบเจอ คือคนที่เข้าถึงการศึกษาชั้นเยี่ยมได้มีจำกัด ยิ่งต้นทุนชีวิตน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย การพัฒนาตัวเองเพื่อยกระดับชีวิตก็ยากขึ้นเรื่อยๆ
          ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางความรู้ต้องเริ่มแก้ที่การศึกษา ไม่ใช่แค่ปรับปรุงคุณภาพสถาบันการศึกษาให้เท่าเทียมกัน การเรียนรู้ไม่ควรจำกัดแค่ที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เด็กหรือผู้ใหญ่ควรเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น ค้นคว้าสิ่งที่สนใจ และออกแบบการเรียนรู้ในแบบที่ตัวเองต้องการได้ มันน่าจะมีสถานที่รองรับการพัฒนาของประชาชน ไม่ใช่ห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้าน แต่เป็นคลังความรู้และทักษะสาธารณะขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้ประชาชนทุกช่วงวัยอยากเข้าไปใช้ กระตุ้นให้ทุกคนพัฒนาตนเองได้เต็มประสิทธิภาพ สถานที่นั้นคือ National Knowledge Center หรือศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ ที่ๆ เด็กและเยาวชนได้ค้นหาความถนัด ผู้ใหญ่ได้ฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถ ติดปีกให้ก้าวหน้าทางการงานหรือเปลี่ยนสายอาชีพ ครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเพลิดเพลินและมีประโยชน์

เมืองที่ดีต้องส่งเสริมให้คนได้เรียนรู้
          หลายเมืองในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย หรือในฮ่องกงใช้แนวคิดออกแบบเมืองแบบ Transit-oriented development (TOD) คือพัฒนาพื้นที่รอบๆ สถานีขนส่งมวลชนให้มีความหลากหลาย เดินเท้าถึงกันได้สะดวก และบริเวณนั้นจำเป็นต้องมีพื้นที่สาธารณะหรือ public space ที่ออกแบบอย่างดี ให้คนใช้พื้นที่ร่วมกัน ขณะที่ในประเทศไทย รถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพมหานครขยายผังออกไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาไม่หยุดคือคอนโดและห้างสรรพสินค้า กายภาพของเมืองขาดสมดุล เราขาดพื้นที่สาธารณะสำหรับให้ความรู้ กิจกรรมประจำวันของคนเมืองจึงไม่หลากหลาย ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นการกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ชอปปิ้ง ดังนั้นศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติจำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงสะดวก ออกแบบให้ทันสมัยลงตัว มีเนื้อหาหรือกิจกรรมตอบโจทย์ผู้คน เพื่อดึงดูดให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากทางเลือกใหม่นี้มากที่สุด
knowledge center คือเครื่องมือแก้ปัญหาและพัฒนาคนของหลายประเทศ
          ตัวอย่างของ Knowledge Center แต่ละประเทศแตกต่างกันไปตามปัญหาของพื้นที่ ศูนย์การเรียนรู้ในแต่ละเมืองจึงออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาของที่นั้นๆ เช่น Knowledge Capital ที่เมือง Osaka มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคน จึงมีกิจกรรมให้ผู้รู้มาแชร์ความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ หรือข้อมูลด้านต่างๆ กับคนทั่วไปได้ฟรี, ส่วนที่เนเธอร์แลนด์ประสบปัญหาวัยรุ่นว่างงาน จึงสร้างศูนย์ Dynamo ที่เมือง Eindhoven ให้เด็กและเยาวชนเล่นดนตรี กีฬา ทำงานศิลปะ และร่วมเวิร์กช็อปต่างๆ เพื่อหาความถนัดในสายอาชีพต่อไปในอนาคต, และที่เดนมาร์ก ประชาชนมีพฤติกรรมเฉื่อยชา สุขภาพไม่แข็งแรง จึงมีการสร้าง Ku.be หรือ House of Culture and Movement สถาปัตยกรรมที่มีทั้งเขาวงกต สไลเดอร์ ตาข่าย หน้าผา ทำให้คนที่มาร่วมเล่นกีฬา เสวนา ดูงานศิลปะ เต้น ทำกิจกรรมเวิร์กชอปหมุนเวียนต่างๆ ได้ออกกำลังกายและออกกำลังสมองไปพร้อมกัน จะเห็นได้ว่า Knowledge Center มีความแตกต่างหลากหลาย การสร้างศูนย์การเรียนรู้ในไทยจึงมีความเป็นไปได้หลายรูปแบบมาก
          กล่าวโดยสรุป การสร้าง National Knowledge Center หมายถึงการมอบเสรีภาพในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้ประชาชน เราอาจไม่สามารถเลือกโรงเรียนที่โปรดปรานที่สุด สถาบันการศึกษาที่ถูกใจที่สุดให้ตัวเองหรือคนที่เรารักได้ แต่ National Knowledge Center ใจกลางเมืองคือโอกาสที่สองของเรา และลูกหลานของเราในอนาคต

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Asia Alone เอเชียสู่ความเป็นหนึ่ง ภายใต้การนำของจีนและอาเซียน

ทุกวันนี้การพูดถึง “ศตวรรษแห่งเอเชีย” หรือ “การพุ่งทะยานของเอเชีย” ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกแล้ว ภาพฝันของเอเชียที่จะผงาดขึ้นมาทัดเทียมกับอารยธรรมตะวันตก โดยอาศัยหัวรถจักรทางเศรษฐกิจของจีนเป็นแกนหลัก กำลังเริ่มกลายเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในแง่ของกรอบความร่วมมือระดับเอเชีย ในส่วนของประเทศไทยรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา เราก็เห็นกระแส “ประชาคมอาเซียน” อย่างคึกคักตามหน้าสื่อ และในระดับที่กว้างกว่านั้นเราก็เห็นชื่อย่อความร่วมมืออย่าง ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 รวมถึง TPP บ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
Simon Tay ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกฎหมายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง National University of Singapore และประธานสถาบัน Singapore Institute of International Affairs (SIIA) เขียนสรุปวิวัฒนาการด้าน “ความแตกแยก-การรวมตัว” ของเอเชียไว้ในหนังสือ Asia Alone: The Dangerous Post-Crisis Divide from America ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
Asia Alone

ความหลากหลายของเอเชีย

เอเชียเป็นทวีปที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก แม้ว่าจะมี “จุดร่วม” บางอย่างที่ชาติต่างๆ อาจมีร่วมกัน เช่น การนับถือพระพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออก หรือ การนับถือศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันตก-ใต้-ตะวันออกเฉียงใต้ และวัฒนธรรมมลายูในคาบสมุทรอินโดจีนตอนใต้ แต่สายใยเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมเหล่านี้ก็เป็นการเชื่อมโยงที่เปราะบาง และไม่เคยสร้างความเป็นเอกภาพในกับเอเชียได้เลย
ในประวัติศาสตร์ของเอเชีย ความพยายามในการ “รวม” เอเชียเข้าด้วยกันและประสบความสำเร็จอยู่บ้างมีเพียง 2 ช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงแรกคือความรุ่งเรืองของราชวงศ์หมิงตอนต้น กองเรือจีนที่นำโดยนายพลเจิ้งเหอทำให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียต้องยอมสยบและส่งบรรณาการให้กับจักรวรรดิจีน (แต่จีนเองก็ไม่ได้คิดผนวกดินแดนเหล่านี้มาเป็นอาณานิคมเช่นกัน) และช่วงที่สองคือการแผ่อำนาจทางทหารของญี่ปุ่นช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งญี่ปุ่นสามารถครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่ของเอเชียตะวันออกได้ในช่วงเวลา หนึ่ง
แนวคิดเรื่อง “เอเชียที่เป็นหนึ่ง” ถูกคิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นำโดยนักคิดของญี่ปุ่น ประเทศที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก แต่ได้รับการปฏิรูปให้ทันสมัยอย่างตะวันตก ญี่ปุ่นในขณะนั้นมองว่าเอเชียสามารถยิ่งใหญ่ได้ทัดเทียมกับชาติตะวันตกเช่น กัน
ผู้นำประเทศอื่นๆ ในช่วงปลายสมัยอาณานิคมก็มีความคิดลักษณะเดียวกันนี้ เช่น รพินทรนาถ ฐากูร ปราชญ์ชาวอินเดีย หรือ ดร.ซุนยัตเซ็น ผู้ปฏิวัติราชวงศ์ชิงที่นำเสนอแนวคิดเอเชียรวมกันเพื่อต้านตะวันตก
แนวคิดเหล่านี้เป็นพื้นฐานของขบวนการปลดปล่อยอาณานิคมของเอเชียในช่วง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงแม้ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้แก่มหาอำนาจตะวันตกในบั้นปลาย แต่ก็พลังอำนาจทางการทหารของญี่ปุ่นก็จุดประกายให้ชาติอื่นๆ ในเอเชียได้ประจักษ์ว่า เอเชียสามารถเอาชนะตะวันตกได้ และดิ้นรนเพื่อเอกสารและอิสรภาพของตน

เอเชียกับสหรัฐอเมริกา

เอเชียหลังสงครามโลกครั้งที่สองถูกปกคลุมด้วยกระแสของสงครามเย็น สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียจึงเป็นเรื่องการเมืองของขั้วอำนาจเป็น หลัก แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาชนะสงครามเย็น เศรษฐกิจเสรีกลายเป็นนโยบายมาตรฐานของเอเชีย (แม้ในประเทศที่เป็นอดีตคอมมิวนิสต์เดิม) ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มแปรเปลี่ยนให้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมาก่อน การเมือง
อย่างไรก็ตาม ประเทศในเอเชียกลับค้าขายตรงสู่สหรัฐอเมริกา มากกว่าจะค้าขายกันเองในภูมิภาค ทำให้เศรษฐกิจและการเมืองของเอเชียช่วงก่อนปี 2000 ต้องพึ่งพาอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรอบความร่วมมือ APEC นั้นไม่ได้เป็น “เรื่องของเอเชีย” เพราะมีสหรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยว จนต้องขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วย บางประเทศในเอเชียนั้นมีสายสัมพันธ์กับอเมริกาที่แนบแน่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน รวมไปถึงสิงคโปร์และไทยซึ่งเป็นพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น (ผ่าน SEATO ที่กลายมาเป็น ASEAN ในภายหลัง) ส่วนประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่แม้จะไม่ชอบอเมริกา มากนักในแง่การเมือง แต่ก็ยังจำเป็นต้องค้าขายกับอเมริกาภายใต้โมเดลเศรษฐกิจเน้นการส่งออกเช่น เดียวกัน
กล่าวโดยสรุปก็คือ โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียช่วงหลังสงครามโลกถึงช่วงประมาณ ปี 2000 อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐเพียงประเทศเดียว
แต่ในช่วงเวลานั้นก็มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่ทำให้สหรัฐเริ่มเหินห่างกับเอเชีย
เหตุการณ์แรกคือ วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 เริ่มทำให้เอเชียตระหนักถึง “ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ” จากภายนอกภูมิภาค ประเทศที่เป็นผู้นำกระแสนี้คือมาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่ปฏิเสธความช่วยเหลือของ IMF และพยายามสร้างกลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจภายในเอเชียขึ้นมาทดแทน (ภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอเชียจึงเริ่มร่วมมือกันภายใต้กรอบ ASEAN+3
เหตุการณ์ที่สองคือ การก่อการร้าย 9/11 ที่พลิกโฉมนโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง ความสนใจของอเมริกาภายใต้รัฐบาลบุชมุ่งไปที่ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” (War Against Terror) จนทำให้อเมริกาเริ่มเสียความชอบธรรมบางอย่างไป (เช่น คุกลับที่กวนตานาโม ซึ่งทำลาย “จริยธรรมแบบอเมริกา” ที่เคยสร้างภาพไว้)
สงครามต่อต้านการก่อการร้ายทำให้อเมริกากลายเป็นตัวปัญหาในสายตาของชาว มุสลิมในเอเชีย และการโฟกัสไปที่สงครามก็ทำให้อเมริกาละเลยความสัมพันธ์อันยาวนานกับภูมิภาค เอเชียตะวันออกไป ผู้นำสหรัฐเริ่มไม่เข้าร่วมประชุมความร่วมมือในระดับเอเชียอย่าง APEC
ทศวรรษ 2000 ที่เอเชียเริ่มผนึกกำลังกันเพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจ ผนวกกับความเหินห่างกับสหรัฐ ทำให้การค้าภายในเอเชียเพิ่มขึ้นมาก เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชียอย่างจีนและอินเดียเริ่มสะสมความมั่งคั่งและ เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเมื่อโลกตะวันตกต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ช่วงปี 2008 ยิ่งขับเน้นให้เห็นว่าบทบาทของเอเชียต่อเศรษฐกิจโลกสำคัญมากเพียงใด
ทิศทางของเอเชียในศตวรรษหน้านั้นชัดเจนว่าจะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในขณะที่อเมริกาก็ด้อยกำลังลง คำถามก็คือ ใครจะเป็น “ผู้นำ” ของเอเชียในยุคถัดไป?

ผู้นำแห่งเอเชีย: จีนและอาเซียน

Simon Tay มองว่า ผู้นำแห่งเอเชียในอนาคตคือ จีน และอาเซียน
กรณีของจีนนั้นแจ่มชัดว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนเข้มแข็ง ชนิดหาใครมาต่อกรได้ยากในเอเชีย แต่จีนก็มีจุดอ่อนที่ว่าชาติอื่นๆ ในเอเชียก็เกรงกลัวอิทธิพลของจีน และไม่กล้าสนิทชิดเชื้อด้วยมากนัก เพราะเกรงว่าจีนจะเป็นเหมือนอเมริการายใหม่
ช่องว่างเรื่องการยอมรับประเทศมหาอำนาจใดในเอเชียเป็น “ผู้นำ” จึงเป็นโอกาสของ “อาเซียน” ในฐานะองค์กรความร่วมมือที่เข้มแข็งที่สุดในเอเชีย มีความเป็นกลางและไม่มีประเทศใดเป็นผู้นำที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม อาเซียนเองก็มีปัญหาภายในมากมาย เช่น ความขัดแย้งภายในหมู่สมาชิก และความยากจน-ความไม่พร้อมทางเศรษฐกิจของชาติสมาชิก ที่กลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งไม่ให้อาเซียนพุ่งทะยานดังที่ฝัน
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีนนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เอเชียที่มีอาเซียนและจีนเป็นแกนกลางเริ่มถูกสร้างขึ้น โดยมีประเทศมหาอำนาจโดยรอบทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย คอยแวดล้อมอยู่ภายนอก (ภายใต้กรอบความร่วมมือ ASEAN+6)
อย่างไรก็ตาม อาเซียนกับจีนก็ยังมีปัญหาทางการเมืองระหว่างกันในหลายประเด็น โดยประเด็นที่สำคัญคือการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งจะกลายเป็นชนวนรอยร้าวทำให้จีนและอาเซียนรวมตัวกันได้ไม่แนบแน่นเท่าที่ ควร ดังนั้นจีนและอาเซียนต้องเร่งปรับความสัมพันธ์เหล่านี้ เพื่อเป็นรากฐานสู่ความรุ่งเรื่องของเอเชียในอนาคตต่อไป

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง – มหากาพย์แห่งการปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง – มหากาพย์แห่งการปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง

โดย พ.อ. ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง
สถานการณ์ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนั้น ยังคงลุกลาม บานปลายยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะไปในทิศทางใด ทั้งนี้เพราะความสลับซับซ้อนของปัญหาและ พลวัตรต่างๆ ได้ส่งผลให้ สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยหลายๆ คนมักจะมีความเชื่อว่าสถานการณ์การก่อความไม่สงบ ล้มล้างอำนาจของผู้ปกครองนั้น
เริ่มมาจากตูนีเซีย เพราะตูนีเซียเป็น ประเทศแรกที่ประชาชน สามารถที่จะทำการล้มล้างการปกครองได้สำเร็จ และตามมาด้วยประเทศอียิปต์ จนทำให้มีนักวิชาการหลายฝ่ายมีความเชื่อว่าความสำเร็จของการล้มล้างการ ปกครองโดยประชาชนจะแพร่กระจายไปในลักษณะที่เรียกว่า เป็นโดมิโน (Domino Effect หรือ Domino Theory) ครั้งใหม่ที่เกิดขึ้น ณ ตะวันออกกลาง

หลังจากสถานการณ์การล้มล้างการปกครองในตูนีเซียได้ยุติลง ตามมาด้วยความสำเร็จของมวลชนในอียิปต์ อีกทั้งใน เยเมน บาเรนห์ และซีเรียก็ได้มีการก่อตัวของมวลชนในลักษณะที่คล้ายกัน และยังรวมไปถึง ลิเบีย ซึ่งลิเบียจะมีความแตกต่างกันเพราะกลุ่มที่ลุกขึ้นมาทำการต่อต้านรัฐบาลของ พ.อ.กัดดาฟี่ กลับกลายเป็นมวลชน ผสมผสานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ และนำไปสู่การแทรกแซงโดยสหประชาชาติในที่สุด ทำให้สถานการณ์ในลิเบียจึงมีความแตกต่างจาก กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและประเทศในแอฟริกาเหนือ
นอกจากนี้ในปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศในแอฟริกาเหนือยังคงอยู่ในสภาวะที่ยังเผชิญกับการเรียกร้อง ของมวลชน และในหลายประเทศยังคงมีการปราบปรามที่มีความรุนแรงทำให้เกิดการเสียชีวิต ขึ้น ปรากฏการณ์ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ทั้งโลกให้ความสนใจ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีการลุกลามบานปลายไปจริง สิ่งที่ตามมาจะส่งผลกระทบกับ ภูมิรัฐศาสตร์โลก และที่สำคัญเมื่อประเทศต่างๆ ได้รับผลกระทบจากการที่ ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ประเทศไทยย่อมต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย

การถอดรหัส การปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง

สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้นในปัจจุบันมีรูปแบบอยู่ 2 รูปแบบคือ กลุ่มก่อความไม่สงบไม่มีการใช้อาวุธ และมีการใช้อาวุธ การใช้อาวุธที่เห็นได้ชัดคือ สถานการณ์ในลิเบีย ที่กลุ่มต่อต้านมีการติดอาวุธ และทำการสู้รบเพื่อล้มล้างรัฐบาล และสถานการณ์ได้บานปลายไปสู่การเข้าแทรกแซงโดยมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชา ชาติ ที่ 1973 (UN security council resolution 1973)
ส่วนตูนิเซีย อียิปต์ บาเรนห์ ซีเรีย และประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ กลุ่มต่อต้านไม่ได้ใช้อาวุธ แต่ใช้การรวมตัวของประชาชน

1) การก่อความไม่สงบโดยมวลชนไม่ใช้อาวุธ:

รูปแบบการก่อความ ไม่สงบนี้เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันอออกกลางส่วนใหญ่ เริ่มจากประเทศตูนีเซีย ซึ่งมีชื่อเรียกกันว่าเป็น ปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) ที่สำเร็จขึ้นเมื่อ ม.ค. 54 ที่ผ่านมา และตามมาที่อียิปต์ในห้วง ก.พ.-มี.ค.54 ที่ผ่านมา และยังมีเหตุการณ์ในเยเมน บาเรนห์ ซีเรีย และอีกหลายประเทศ สำหรับแนวคิดในการก่อความไม่สงบโดยไม่ใช้อาวุธสามารถแสดงได้ในภาพที่ 1 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

สถานการณ์ที่นำไปสู่การเรียกร้องทางสังคมนั้นเริ่มต้นมาจากเงื่อนไขต่างๆ ของกลุ่มแต่ละกลุ่ม โดยเงื่อนไขเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นความต้องการ ของกลุ่มและแต่ละกลุ่มจะมีความต้องการที่ตรงกัน และเมื่อมีความต้องการที่เห็นพ้องต้องกันทั้งสังคม หรือส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งหากมีพลังเพียงพอก็จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงได้ 2 ลักษณะคือ

1.1) การปฏิรูป:

แนวทางนี้เป็นแนว ทางที่ไม่ใช้ความรุนแรง และเกิดจากการปรับตัวของผู้ปกครองที่มอง และรับรู้ถึงพลังอำนาจที่เกิดจากมวลชนที่ออกมาเรียกร้อง จึงได้ทำการปรับ และเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่จะถูกล้มล้าง โดยการปฏิรูปนั้นจะส่งผลให้เกิด การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม และ รวมถึงการปรับเปลี่ยนผู้นำอีกด้วย

1.2) การปฏิวัติ:

แนวทางนี้เป็นแนว ทางที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง มีความเป็นไปได้ 2 แนวทางคือ ปฏิวัติประสบความสำเร็จ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองและระบอบที่ใช้ปกครองอยู่ หากการปฏิวัติสำเร็จ ย่อมจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบใหม่ และรวมถึงการปรับเปลี่ยนผู้นำในการบริหารประเทศ

2) การก่อความไม่สงบโดยมวลชนใช้อาวุธ:

รูปแบบของการก่อ ความสงบนี้จะปรากฏให้เห็นเด่นชัดได้แก่ สถานการณ์ในลิเบีย ที่กลุ่มต่อต้านมีอาวุธ และทำการสู้รบกับกองกำลังของรัฐบาลลิเบีย สถานการณ์ได้บานปลายจน สหประชาชาติ ได้เข้ามาแทรกแซง โดยออกมาตรการ “กำหนดเขตห้ามบิน” หรือ “No Fly Zone”
ปัจจุบันสถานการณ์ก็ยังคงดำรงต่อไป โดยกองกำลังฝ่ายรัฐบาลถูกโจมตีจากพันธมิตรประเทศตะวันตก ทำให้ขีดความสามารถทางทหารของกองกำลังฝ่ายรัฐบาลลดลง นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรประเทศตะวันตกยังให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ กับกลุ่มต่อต้านในลิเบีย สำหรับแนวคิดในการก่อความไม่สงบโดยใช้อาวุธสามารถแสดงได้ในภาพที่ 2 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

2.1) สงครามกองโจร:

แนวทางนี้เป็นแนว ทางที่เกิดจากมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความด้อยกว่าหรือเสียเปรียบกลุ่ม อีกกลุ่มหนึ่ง ด้วยความเสียเปรียบนี้เองทำให้ต้องหาวิธีที่ชดเชยความเสียเปรียบที่เกิดขึ้น โดยการสร้างกลุ่มติดอาวุธขึ้นมาต่อสู้ แนวทางนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีกลุ่มหรือประเทศที่ทำหน้าที่เป็น รัฐอุปถัมภ์ หรือ ผู้อุปถัมภ์ (Sponsor)
แนวทางนี้หากทำสำเร็จก็จะทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงผู้นำและรวมถึงล้มล้าง การปกครองระบอบเดิมได้ แต่หากทำไม่สำเร็จ การปกครองก็ยังคงเป็นระบอบเดิม และมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่สถานการณ์สงครามกลางเมือง เนื่องจาก กลุ่มต่อต้านที่เสียเปรียบอาจะรวบรวมผู้ที่มีความต้องการคล้ายกันได้มากขื้น

2.2) รัฐประหาร:

ในแนวทางนี้เป็น แนวทางที่เกิดมาจาก มวลชนแต่ละกลุ่มอาจจะมีการรวมตัวกันแต่พลังไม่มากพอที่จะก่อให้เกิดการปลี่ ยนแปลง ทำให้ผู้ที่กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน หรือกองทัพตัดสินใจยึดอำนาจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย แนวทางนี้หากทำสำเร็จ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำและล้มล้างระบอบการปกครองเดิมได้ หากกระทำไม่สำเร็จ ก็จะกลับไปปกครองโดยระบอบเดิม และสถานการณ์อาจจะพัฒนาไปสู่ แนวทางอื่นๆ เช่น การทำสงครามกองโจร หรือ สงครามกลางเมืองได้

2.3) สงครามกลางเมือง:

แนวทางนี้เกิดจาก มวลชนแต่ละกลุ่มมีความก้ำกึ่งกัน และกองทัพมีความแตกแยก ทำให้แต่ละกลุ่มตัดสินใจที่จะเคลื่อนมวลชน และกองทัพในส่วนของตนเข้าร่วม จนในที่สุดนำไปสู่การปะทะ หากยุติสถานการณ์ได้ก็ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบหรือ มีการปรับโครงสร้างทางสังคมขนานใหญ่ แค่หากสถานการณ์ไม่ยุติแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีสภาพเป็นอนาธิปไตย หรือประเทศถูกแบ่งแยก
มหากาพย์ แห่งการ ปฏิวัติประชาชนในตะวันออกกลาง
การพัฒนาของสถานการณ์ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางไม่ว่าจะไปในทิศทางใดย่อม ที่จะส่งผลกระทบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะแต่ละประเทศมีเศรษฐกิจที่พึ่งพากัน หากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ได้พัฒนาเป็นช่วง 2 ช่วง และหากพิจารณาต่อไปในอนาคตก็อาจจะทำให้สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นมีชัดเจนและนำ ไปสู่การเตรียมการเผชิญกับสถานการณ์ได้ โดยการพิจารณาจะใช้คำศัพท์จากภาพยนต์เรื่อง Star War มาอธิบายเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ดังแสดงในภาพที่ 3 และ รายละเอียดดังต่อไปนี้

1) ฉากที่ 1 ความหวังใหม่ (Episode I A New Hope):

สถานการณ์เริ่มแรก จะเริ่มจาก เหตุการณ์ในตูนีเซีย ที่ได้ประทุขึ้น จากการเผาตัวตายของ โมฮัมเหม็ด บูอาซีซี (Mohamed Bouazizi) ซึ่งเป็นผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) แต่ตกงานอายุ 26 ปี เพราะอัตราการว่างงานของตูนีเซียนั้นสูงถึง 14% การตายเป็นชนวนให้ชาวตูนิเซียลุกฮือประท้วงรัฐบาล และนำไปสู่ชัยชนะในที่สุด
ในขณะที่สถานการณ์ในตูนีเซียกำลังจะสุกงอม ทางอียิปต์ก็ได้มีมวลชนเริ่มออกมา เพราะเห็นว่าทางสถานการณ์ในตูนีเซีย มีแนวโน้มที่ประชาชนจะชน ทำให้อียิปต์ประสบความสำเร็จตามตูนีเซีย จากสถานการณ์ทั้ง 2 ประเทศนั้น ได้ก่อให้เกิดความหวังขึ้นใหม่ของประชาชนที่ต้องการจะล้มล้างการปกครอง ความสำเร็จของประชาชนใน ตูนีเซีย และอียิปต์ จึงเปรียบเสมือน กับ “ความหวังใหม่ หรือ A New Hope” สำหรับประชาชนในประเทศอื่นๆในตะวันออกกลาง

2) ฉากที่ 2 จักรวรรดิโต้กลับ (Episode II The Empire Strikes Back):

เมื่อความสำเร็จของมวลชนที่มีพลังจนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เป็นจริง ในตูนีเซีย และอียิปต์ ทำให้อีกหลายประเทศเริ่มมองและใช้เป็นตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เยเมน ซีเรีย บาเรนห์ ลิเบีย และประเทศอื่นๆ ในขณะเดียวกันผู้ที่มีอำนาจปกครองก็พยายามหาวิธีการที่จะหยุดยั้งการเคลื่อน ไหวของมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งทางผู้ที่มีอำนาจปกครอง ก็เริ่มลองใช้แนวทางที่รุนแรง เช่นการยิงเข้าใส่ฝูงชนที่ประท้วงทำให้เสียชีวิต หรืออย่างลิเบียใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่กลุ่มต่อต้าน
ด้วยการใช้ความรุนแรงเหล่านี้เองได้ทำให้ การเคลื่อนไหวโดยใช้มวลชนเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะ การเคลื่อนไหวโดยมวลชนนั้นในหลายประเทศจึงอยู่ในภาวะชงักงัน ทำให้ผู้ที่ปกครองกลับมามีอำนาจเบ็ดเสร็จอีกครั้ง ด้วยความสำเร็จของผู้ที่ปกครองประเทศในปัจจุบันนี้เอง จึงเปรียบเสมือน กับสภาพที่เรียกว่า “จักรวรรดิโต้กลับ หรือ The Empire Strikes Back” ในประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ

3) ฉากที่ 3 การกลับมาของเจได (ประชาชน) (Episode III Return of the Jedi (People):

สำหรับสถานการณ์ใน ฉากที่ 3 นั้น เป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น และที่สำคัญจะเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่สุดจะคาดเดา และในสายตาของคนทั่วโลกที่ไม่ใช่ผู้นำหรือชนชั้นปกครองนั้น อยากจะให้การเรียกร้องของประชาชนโดยมวลชนเป็นผู้ชนะ แต่ภายหลังจากการตอบโต้อย่างรุนแรงของผู้นำหรือผู้บริหารประเทศต่างในตะวัน ออกกลางดังที่เป็นอยู่ในฉากที่ 2 นั้น ได้ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของมวลชน ไม่ประสบความสำเร็จ ชะงักงัน มวลชนที่เคลื่อนไหวก็จะเริ่มเรียนรู้และหาแนวทางที่จะไปบรรลุเป้าหมายที่ตน เองต้องการ
หากมวลชนที่เคลื่อนไหวสามารถหาแนวทางที่จะเอาชนะ การดำเนินการปราบปรามของภาครัฐได้ ก็จะส่งผลให้สถานการณ์มีสภาพเป็น “การกลับมาของเจได (ประชาชน) หรือ Return of the Jedi (People)” โดยในที่นี่ Jedi หมายถึงประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อสันติภาพ ความยุติธรรม และความสงบเรียบร้อย และหากมวลชนเคลื่อนไหวไม่ประสบความสำเร็จ สถานการณ์ก็ยังคงดำรงอยู่ใน ฉากที่ 2 นั้น คือ The Empire Strikes Back ดังนั้นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะขยับมาอยู่ที่ Return of the Jedi (People) หรือไม่นั้นคงต้องรอดูกันต่อไป
บทสรุป
สถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็น สถานการณ์ที่ทุกๆ คนต้องคิดตามและให้ความสนใจ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศในแอฟริกา เหนือ นั้นย่อมที่จะส่งผลกระทบต่อ ภูมิรัฐศาสตร์โลก และเมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ประเทศต่างๆ ในโลกย่อมที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยด้วย การแพร่กระจายการล้มล้างการปกครองที่เกิดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและ แอฟริการเหนือ สามารถใช้เป็นตัวแบบในการทำความเข้าใจถึงการล้มล้างการปกครองโดยมวลชนได้ เป็นอย่างดี ทั้งการก่อความไม่สงบโดยมวลชนใช้อาวุธและไม่ใช้อาวุธ
สำหรับประเทศไทยแม้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศได้ผ่านพ้นมาหนึ่งปี แล้ว และประเทศไทยก็กำลังจะมีการเลือกตั้งที่หลายๆ ฝ่ายถามหา และเชื่อว่าน่าจะทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหายไป แต่การเลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความและรับประกันว่าประเทศไทยจะก้าวพ้นความขัด แย้ง เพราะความขัดแย้งดังกล่าวถูกซุกซ่อนไว้ในใจของคนหลายกลุ่ม รอวันที่ปะทุออกมา
เพราะความขัดแย้งที่ยุติไปเมื่อปีที่ผ่านมานั้น มีหลายฝ่ายไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองเรียกร้อง ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเผชิญกับการก่อความไม่สงบในรูปแบบต่างๆ ที่อาจศึกษาได้จากตัวแบบที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง วันนี้หากเราคนไทยทุกคนไม่ช่วยกันร่วมกันทำให้ประเทศก้าวผ่านความขัดแย้งที่ เกิดขึ้นไปให้ได้แล้ว ก็คงไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเราได้เลย เอ….. วัง ครับ

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

กาแฟขม: มุมมองต่อปัญหาใหม่ ๆ ของประเทศไทย

กาแฟขม: มุมมองต่อปัญหาใหม่ ๆ ของประเทศไทย

โดย วันวลิต ธารไทรทอง
นักวิจัยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเก่ง พร้อมกันนั้น ได้ทอดความคิดไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ในห้วงแห่งความคิดของตัวผมเอง ผมมองเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นหลายอย่าง เพราะแม้เราจะผ่านจากความรุนแรงทางการเมืองและวิกฤตการณ์การเงินโลกมาเมื่อ ปีกลาย แต่เราก็มีปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไขรวมถึงปัญหาใหม่ ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นด้วยท่าทีที่คุกคามหลายประการ
ภาพจาก Flickr โดย Sippanont Samchai (สัญญาอนุญาต Creative Commons)
ประการแรก
ผมมองเห็นปัญหาข้าวยากหมากแพงของคนไทย ราคาอาหารและพลังงานพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงทั่วโลก ในประเทศของเราเองราคาอาหารนอกจากจะแพงขึ้นเกือบทุกชนิด แถมในบางชนิดก็เกิดการขาดแคลน เช่น เกิดการขาดแคลนน้ำมันปาล์มกระทั่งต้องต่อแถวขอซื้อตามโควตา และการขาดแคลนน้ำตาลทั้งที่ประเทศของเราส่งออกน้ำตาลสูงเป็นอันดับที่สองของ โลก
ผมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เราเป็นเป็นผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก การขาดแคลนอาหารหรืออาหารแพงเกินอำนาจซื้อของคนไทยไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ และคงไม่ใช่เรื่องใส่ร้ายกันจนเกินไปถ้าจะบอกว่า เรื่องนี้เป็นความล้มเหลวด้านการบริหารจัดการของรัฐ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของไทย ผมอยากให้เรามีการจัดโซนการเพาะปลูก พื้นที่ภาคส่วนใดเหมาะแก่การปลูกพืชอะไร ปลูกเพื่อเป็นอาหารเท่าไหร่ เพื่อเป็นพลังงานเท่าไหร่ และเพื่อส่งออกเท่าใด รัฐบาลจะต้องแสดงบทบาทให้ชัดขึ้น และสร้างมาตรการจูงใจมาสนับสนุน (แต่ไม่บังคับ) กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่คนไทยได้
ทางด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเพิ่มจนผู้ใช้รถทั้งที่เพื่อการเดินทางและเพื่อการขนส่งไม่รู้จะ ปรับตัวไปทางใดแล้ว ทางเลือกของการเดินทางและการขนส่งระบบรางซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า ก็ดูจะยังไปไม่ถึงไหนในประเทศของเรา คนไทยส่วนใหญ่จึงยังอาศัยการเดินทางโดยถนนเป็นหลัก ไม่ว่าจะด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถแท็กซี่ รถตู้ ฯลฯ
การขนส่งก็เช่นเดียวกัน เราพึ่งพาการขนส่งทางถนนมากกว่า 80% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด ฟังแล้วเศร้านะครับ ในขณะที่ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด แต่พลังงานเหล่านั้นถูกใช้ไปกับการเดินทางและการขนส่งที่ด้อยประสิทธิภาพ ผมก็เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่ขอเอาใจช่วยให้โครงการปฏิรูปรถไฟที่กำลัง พิจารณากันอยู่มูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท ให้ทำได้จริง ทำได้ดี และทำอย่างโปร่งใส โดยคำนึงถึงประโยชน์คนไทยเป็นสำคัญ
ประการที่สอง
ผมเห็นแรงกดดันของเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย หลายคนคาดการณ์ว่า ถ้าไม่มีการบริหารจัดการที่ดี เราจะพบกับภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อไปพร้อม ๆ กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในขณะที่ยังไม่รู้เงินเฟ้อจะขยายตัวต่ออย่างไร การบริหารจัดการด้านต้นทุนน่าจะเป็นความจำเป็นแรกๆ ของภาคเอกชนไทย เช่น การลดต้นทุนการขนส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต
ประการที่สาม
ผมเห็นอัตราดอกเบี้ยที่กำลังเป็นขาขึ้น ผมเชื่อว่าเพราะธนาคารชาติต้องการควบคุมการเร่งตัวของเงินเฟ้อมิให้เตลิดจน คุมไม่อยู่ในภายหลัง เหมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ทว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นภาระแก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุนที่ ต้องกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เพราะสินเชื่อต่างๆ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยนั้น อัตราดอกเบี้ยจะปรับตามที่รับมาจากธนาคารชาติ ภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่มั่นคงเช่นนี้ เมื่อมองทิศทางดอกเบี้ยแล้ว ก็อดเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยไม่ได้จริง ๆ ผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อขยายการลงทุนหรือการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยคงจะ ต้องใช้ความรอบคอบมากขึ้น
ประการที่สี่
ผมมองเห็นหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการลด ภาระด้านรายจ่ายแก่ประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ผมเห็นด้วยว่ามาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำ แต่หนี้ภาครัฐก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากภาระผูกพันของมาตรการเหล่านี้ ผมกังวลว่าในระยะยาวรัฐบาลจะหารายได้มาพอใช้หนี้หรือไม่ ฉะนั้น การเร่งหารายได้ของรัฐเพิ่มและการเค้นประสิทธิภาพจากระบบราชการจึงเป็นหนทาง ที่ต้องทำโดยด่วน อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่า การหารายได้เพิ่มที่ดีมิใช่การส่งเจ้าหน้าที่สรรพากรไปรีดภาษีตามร้าน ก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง โดยตรวจดูว่ามีชามกี่ใบ ช้อนกี่คัน หรือการไปจัดเก็บภาษีผู้ขายข้าวหลามตามไหล่ทางหลวง จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการรีดเลือดจากปู
ประการที่ห้า
ผมมองเห็นวิกฤตการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น มีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองไทยครั้งนี้ ซึ่งคงพูดยากว่าอะไรถูกอะไรผิด ขึ้นอยู่ว่าเราใช้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดในการอธิบาย ผมยังมองไม่ออกว่าวิกฤตการเมืองครั้งนี้จะจบลงเมื่อใด “สมดุลแห่งอำนาจ” ที่เฉลี่ยความพอใจของคนหลายๆ กลุ่มจะหน้าตาเป็นอย่างไร ผมได้แต่วิงวอนให้เราไม่ใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นคนไทยด้วยกันเพื่อปรับหา สมดุลแห่งอำนาจอย่างเป็นธรรม
ประการที่หก
ผมมองเห็นวิกฤตสังคมที่เป็นเหมือนมะเร็งร้ายเกาะกินสังคมไทยมายาวนาน ทั้งปัญหาเด็กติดเกม วัยรุ่นตีกัน รายการโทรทัศน์ที่เต็มไปด้วยละครและเกมโชว์ที่เน้นความบันเทิง ซึ่งก็เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ายังขาดจรรยาบรรณใน วิชาชีพของตัวเอง กระแสวัตถุนิยมที่ขยายตัวอย่างไม่ไว้หน้าอุดมการณ์นามธรรมอื่น ๆ นักบวชจำนวนไม่น้อยประพฤติไม่เหมาะสม ระบบการศึกษาตกต่ำ มหาวิทยาลัยไทยกลายเป็นโรงพิมพ์ปริญญา ฯลฯ เรียกได้ว่า แตะไปตรงไหนก็มีคำถามเชิงตัดพ้อว่า ทำไมสังคมไทยถึงเป็นเช่นนี้
ผมคิดว่า เรื่องของทัศนคติและค่านิยมต่อการใช้ชีวิตเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสังคมไทย โดยจะรอต่อไปไม่ได้ เราต้องเร่งสร้างค่านิยมต่อการมีและการใช้ชีวิตที่ยึดศีลธรรมเป็นเครื่องนำ ทางแก่สังคม รวมถึงการขยายที่ยืนให้อุดมการณ์อื่นๆ ที่ละเอียดอ่อนกว่า ลึกซึ้งกว่า และมีความหมายต่อชีวิตมากกว่าคุณค่าอันตื้นเขินของวัตถุ
ท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย ผมมองเห็นวิกฤตการกระจายรายได้ของประเทศไทย แม้เราจะมีมหาเศรษฐีใหม่ระดับหมื่นล้านเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในกลุ่มธุรกิจสุรา กลุ่มสื่อสาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เครือห้างสรรพสินค้า ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยดำรงชีวิตอยู่กับหนี้สินและความยากจนข้นแค้น เรามีปัญหาความเหลี่อมล้ำทางรายได้ที่สูงมาก จนเกิดคำกล่าวว่า สังคมไทยอยู่ในสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” ผมหวังว่าแนวคิดการเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าแบบต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดบนพื้นฐานการสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมแก่ สังคมจะถูกผันออกมาใช้ในเร็ววัน
ผมเชื่อว่า เมื่อเราหยิบยกปัญหาและแนวทางแก้ไขทั้งหมดขึ้นพิจารณาจนมองเห็นความเชื่อม โยงกัน และหากเราสามารถถักทอแนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้เข้าหากันได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายลงในทิศทางสอดคล้องมีเหตุมีผลต่อกัน อาทิเช่น ถ้ารัฐสามารถหารายได้เพิ่มจากการเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน นอกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจะบรรเทา หนี้ภาครัฐก็จะลดลงจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และรัฐอาจมีรายได้มากพอจะส่งเสริมชุมชนและท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพสวัสดิการของคนไทยในพื้นที่ต่างๆ เช่นเดียวกับถ้าเราสามารถสร้างระบบการเดินทางและการขนส่งระบบรางที่มี ประสิทธิภาพ เราก็จะสามารถลดการนำเข้าพลังงาน ลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันแก่ภาคธุรกิจไทย เหล่านี้เป็นต้น
ในทางกลับกัน เมื่อเราไม่สามารถผสมผสานแนวทางแก้ปัญหาข้างต้นไปสู่การปฏิบัติ เราก็จะพบกับการแผ่ขยายของปัญหาต่างๆ ในทิศทางที่สัมพันธ์กัน กระทั่งเกิดเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างอย่างที่เราเป็นอยู่
เพียงแค่ 50 กว่าปี นโยบายการพัฒนาทำให้เมืองไทยกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้น และเมืองไทยกำลังอยู่ปากประตูของความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่เมืองไทยกลับกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโรคร้ายที่รุมเร้า ผมถามตัวเองว่า ผมจะทำอะไรได้บ้างเพื่อประเทศที่ผมรักและพี่น้องร่วมชาติของผม ในขณะที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่สนับสนุนด้านการพัฒนา อย่างน้อยที่สุด ผมต้องทำงานอย่างเต็มความสามารถกับบทบาทที่มีอยู่ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่ไม่ผิดพลาด ผมภาวนาให้ประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาทุกอย่างไปได้ด้วยดี
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ผมหยิบกาแฟขึ้นจิบ พลันรู้สึกขึ้นว่า กาแฟของผมวันนี้ ช่างเป็นกาแฟที่ขมกว่าทุกๆ วัน

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

Thailand's political conflict deemed to continue after election

 
 
Thailand's political conflict deemed to continue after election


English.news.cn   2011-01-14 17:33:00 FeedbackPrintRSS
by Nutthathirataa Withitwinyuchon
BANGKOK, Jan. 14 (Xinhua) -- The general election in Thailand is envisaged to be held soon, possibly by middle of this year. But would the election be the key to reduce, if not eliminate, the state of polarization in Thai politics? Will the ongoing conflicts be solved and politics of post-election situation become more stable?
Prime Minister Abhisit Vejjajiva said recently that he is likely to dissolve the parliament in April although his term will finish in December and will call for a fresh election. While analysts forecast that the general election may be held not earlier than April after the charter amendment receives the parliamentary endorsement or at the latest by October after the parliament approves annual budget for fiscal year 2012.
The decision of Abhisit government to arrange earlier election is viewed by many analysts as a way-out to avoid possible confrontation with the antigovernment "red-shirt" movement. The expected election will eradicate, to some extent, the conditions which once led to violence in Thai politics last year.
Parinya Thewanarumitkul, a law lecturer at the Thammasat University, told a local newspaper Naewna that "If the government continues to stay in the office, the pressure outside the parliament will increasingly grow and eventually lead to confrontation again. The declaration of the premier to dissolve the house in April will lessen the external tension at a certain extent."
Legitimacy of the Abhisit government has been questioned since the first day that the Democrat party took the office in 2008 as it was allegedly formed by the military in a military camp.
From March to May, thousands of the United Front for Democracy against Dictatorship (UDD) had protested against the government, seizing symbolic Democracy monument and a central commercial district in Bangkok. Dubbed "red-shirts", the group sought to bring down the government they saw as elitist and undemocratic. Their political figurehead, former premier Thaksin Shinawatra, has lived in exile ever since he was deposed in bloodless 2006 coup and was convicted of massive corruption in 2008.
Later, as the continued paralysis proved unacceptable for the government and the rest of public, the government decided to use force to disperse the protesters. Clashes between the military and the protesters led to 91 deaths and more than 1,800 injured. Some of its leaders and members have since been detained in prisons across the country.
Since then the "red-shirt" supporters still continue holding rallies at several emblematic places in Bangkok as well as other provinces in a bid to demand the government to organize general election, to release their detained members as well as to give them justice by clarifying the cause of death of the deceased.
If the Democrat party could form a coalition government again after the upcoming election, its government will be more legitimate and the "red-shirt" group becomes less justifiable to stage street protest as they do it regularly nowadays.
When asked whether the existing conflicts will continue in post- election politics or not, Prajak Kongkirati, a lecturer at the Thammasat University's Faculty of Political Science, said in an exclusive interview with Xinhua that the election will ease political disagreement to some degree but will not completely end it.
"The forthcoming poll will alleviate political dispute as well as public resentment at a certain extent as a lot of people still feel the Democrat comes to power without legitimate process. Therefore, legitimacy of the government has been doubted over the past few years."
To the question whether the "red-shirt" movement will carry on protesting if the Democrat rises to power again, Prajak responded that "several remaining obstacles include the case of 91 deaths. The new government is duty-bound to answer questions regarding facts and justice as well as recently occurring violence."
According to Prajak's point of view, public dispute is acceptable in democratic society, so polarized civil society in Thailand is not uncommon phenomenon as it is witnessed in every corner of the world. However, conflicts between two civil societies that have developed into state of anarchy and then ended up in violence must have stemmed from disunity of state power.
The main cause of Thailand's political conflict rather centers at contradiction between the two ruling classes -- one gains power through democratic election, the other includes independent groups outside democracy.
He asserted that conflicts between ruling classes are key factors leading to political disagreements. The independent groups have so far tried to interfere in state affairs and undermine important political institutes. In the bipolar state, power struggling between the two political centers has created tension and finally led to violence.
Prajak's prospect of the post-election political situation shows that as long as basis problem has not yet been resolved, conflicts will remain.
"So long as the two groups keep wrestling for power and the trouble of bipolar state has not really been addressed, it is difficult to alleviate conflicts in civil society. The chance that the violence will resurge remains highly possible if this controversial political structure exists in Thailand."

อัปเกรดพ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก

อัปเกรดพ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก

เมื่อ 7 ม.ษ. 2554
ไฟล์แนบขนาดไฟล์
ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับไอซีทีวันที่ 28 มีนาคม 255449.35 KB

เมื่อวันจันทร์ที่28 มี.ค. 54 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัด ประชุมรับฟังและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเชิญตัวแทนผู้ประกอบการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในการประชุมดังกล่าว มีการแจกเอกสารร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่กระทรวงไอซีทีจัดทำขึ้นด้วย
ร่าง กฎหมายนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ยกเลิกพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์พ.ศ. 2550 ทั้ง ฉบับ และให้ใช้ร่างฉบับใหม่นี้แทน อย่างไรก็ดี โครงสร้างของเนื้อหากฎหมายมีลักษณะคล้ายคลึงฉบับเดิม โดยมีสาระสำคัญที่ต่างไป ดังนี้

ประเด็นที่1 เพิ่มนิยาม “ผู้ดูแลระบบ”
มาตรา4 เพิ่ม นิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” หมายความว่า “ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ผู้อื่นในการเข้าสู่อิน เทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น”
ใน กฎหมายเดิมมีการกำหนดโทษของ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การพยายามเอาผิดผู้ให้บริการซึ่งถือเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสาร จะส่งผลต่อความหวาดกลัวและทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกทั้งในแง่ของกฎหมายคำว่าผู้ให้บริการก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือแทบจะทุกขั้นตอนที่มีความเกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ล้วนเป็น ผู้ให้บริการทั้งสิ้น
สำหรับ ร่างฉบับใหม่ที่เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” ขึ้นมานี้ อาจหมายความถึงเจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก ขณะที่ “ผู้ให้บริการ” อาจหมายความถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
ตาม ร่างกฎหมายนี้ ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด เช่น หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่ กระทำความผิด และสำหรับความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่นการเจาะระบบ การดักข้อมูล หากผู้กระทำนั้นเป็นผู้ดูแลระบบเสียเอง จะมีโทษ1.5 เท่าของอัตราโทษที่กำหนดกับคนทั่วไป
ประเด็นที่ 2 คัดลอกไฟล์ จำคุกสูงสุด 3 ปี 
สิ่ง ใหม่ในกฎหมายนี้ คือมีมาตรา16 ที่ เพิ่มมาว่า “ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ทั้งนี้ การทำสำเนาคอมพิวเตอร์ อาจหมายถึงการคัดลอกไฟล์ การดาว์นโหลดไฟล์จากเว็บไซต์ต่างๆ มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัปข้อมูล การเข้าเว็บแล้วเบราว์เซอร์ดาว์นโหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่ เรียกว่า “แคช” (cache เป็น เทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้ำ) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามีกระทำการดังกล่าว
ประเด็นที่ 3 มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิด
ในมาตรา25 “ผู้ ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือ เยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
เป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตเรื่อง ลามกเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความคลุมเครือว่า ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้นหมายความอย่างไร นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่ากังวลว่า การชี้วัดที่ “การครอบครอง” อาจทำให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาว์นโหลดไฟล์ใดมาโดย อัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊เด็ก ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม
ประเด็นที่ 4 ยังเอาผิดกับเนื้อหา
มาตรา24 (1) นำ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
เนื้อความข้างต้น เป็นการรวมเอาข้อความในมาตรา14 (1) และ (2) ของ กฎหมายปัจจุบันมารวมกัน ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมก่อนจะเป็นข้อความดังที่เห็น มาจากความพยายามเอาผิดกรณีการทำหน้าเว็บเลียนแบบให้เข้าใจว่าเป็นหน้าเว็บ จริงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) จึง เขียนกฎหมายออกมาว่า การทำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมถือเป็นความผิด แต่เมื่อแนวคิดนี้มาอยู่ในมือนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ ได้ตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม” เสียใหม่ กลายเป็นเรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จ และนำไปใช้เอาผิดฟ้องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท ความเข้าใจผิดนี้ยังดำรงอยู่และต่อเนื่องมาถึงร่างนี้ซึ่งได้ปรับถ้อยคำใหม่ และกำกับด้วยความน่าจะเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่น ตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุด ห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หาก พิจารณาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินคดีคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมา ปัญหานี้ก่อให้เกิดการเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็นฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ซึ่งย่อมส่งผลให้คนหันไปแสดงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตแทน อันอาจถูกตีความได้ว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ “รัฐบาล” ข้อความกฎหมายลักษณะนี้ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิด เห็นโดยไม่จำเป็น
ประเด็นที่5 ดูหมิ่น ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
มาตรา26 ผู้ ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่ผ่านมามีความพยายามฟ้องคดีหมิ่น ประมาทซึ่งกันและกันโดยใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จำนวนมาก แต่การกำหนดข้อหายังไม่มีมาตราใดในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่จะใช้ได้อย่างตรงประเด็น มีเพียงมาตรา 14 (1) ที่ระบุเรื่องข้อมูลอันเป็นเท็จดังที่กล่าวมาแล้ว และมาตรา 16 ว่าด้วยภาพตัดต่อ ในร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ได้สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อ หาการดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้นข้อสังเกตคือ ความผิดตามร่างฉบับใหม่นี้กำหนดให้การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทมีโทษจำคุกสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ทั้งที่การหมิ่นประมาทในกรณีปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
ประเด็นที่6 ส่งสแปม ต้องเปิดช่องให้เลิกรับบริการ
มาตรา21 ผู้ ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่ รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ทางการค้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ และโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จากที่กฎหมายเดิมกำหนดเพียงว่า การส่งจดหมายรบกวน หากเป็นการส่งโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ถือว่าผิดกฎหมาย ในร่างฉบับใหม่แก้ไขว่า หากการส่งข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการ บอกรับได้ ทั้งนี้อัตราโทษลดลงจากเดิมที่กำหนดโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาเป็นจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้ง นี้ ยังต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากการส่งข้อมูลดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะไม่ผิดตามร่างฉบับใหม่นี้
ประเด็นที่7 เก็บโปรแกรมทะลุทะลวงไว้ คุกหนึ่งปี
มาตรา23 ผู้ ใดผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความ ผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
น่าสังเกตว่า เพียงแค่ทำซ้ำ หรือมีไว้ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เจาะระบบ การก๊อปปี้ดาวน์โหลดไฟล์อย่างทอร์เรนท์ การดักข้อมูล การก่อกวนระบบ ก็มีความผิดจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เรื่องนี้น่าจะกระทบต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์โดยตรง
ประเด็นที่ 8 เพิ่มโทษผู้เจาะระบบ
สำหรับ กรณีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเพดานโทษเป็นจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท(เพิ่มขึ้น 4 เท่า)
ประเด็นที่ 9 ให้หน้าที่หน่วยใหม่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
ร่าง กฎหมายนี้กำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “สพธอ.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Electronic Transactions Development Agency (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “ETDA” เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงไอซีที
หน่วยงานนี้ เพิ่งตั้งขึ้นเป็นทางการ ประกาศผ่าน “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิสก์ พ.ศ. 2554” เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 54 โดยเริ่มมีการโอนอำนาจหน้าที่และจัดทำระเบียบ สรรหาประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มี.. 54
ใน ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นี้ กำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) มีบทบาทเป็นฝ่ายเลขานุการของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ภายใต้ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับที่กำลังร่างนี้
นอกจากนี้ หากคดีใดที่ต้องการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ในร่างกฎหมายนี้กำหนดว่า พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์การ มหาชน) เป็นผู้ประสานงานกลางให้ได้ข้อมูลมา
ประเด็นที่10 ตั้งคณะกรรมการ สัดส่วน 8 – 3 – 0 : รัฐตำรวจ-ผู้ทรงคุณวุฒิ-ประชาชน
ร่าง กฎหมายนี้เพิ่มกลไก“คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทาง คอมพิวเตอร์” ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้ อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคลจากผู้มี ความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์จำนวนสามคน โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี
คณะกรรมการชุด นี้ ให้ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์กรมหาชน), สำนักงานกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สังกัดกระทรวงไอซีที), สำนักคดีเทคโนโลยี (สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม), และ กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี (บก.สสท.) (สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นเลขานุการร่วมกัน
คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ออกระเบียบ ประกาศ ตามที่กำหนดในพ.ร.บ.นี้ และมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึง “ปฏิบัติการอื่นใด” เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการและอนุกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

OPERATION ODYSSEY DAWN – ปฏิบัติการทางทหารบนข้อจำกัด

OPERATION ODYSSEY DAWN – ปฏิบัติการทางทหารบนข้อจำกัด

โดย พ.อ. ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง
จากเมื่อคืนวันที่ 19 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา ได้มีขีปนาวุธร่อนโทมาฮอร์ค หรือ Cruise Missile Tomahawk จำนวนกว่า 110 ลูกถูกปล่อย โดยมีเป้าหมายคือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของประเทศลิเบีย พร้อมทั้งมีการใช้เครื่องบินเข้าปฏิบัติทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ในลิเบียไปพร้อมๆ กัน
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 48 คน และ บาดเจ็บกว่า 150 คนนั้น ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารหลังจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติ (UNSC) ได้อนุมัติให้ใช้ “ทุกมาตรการที่จำเป็น” เพื่อปกป้องประชาชนลิเบียจากการโจมตีของรัฐบาลกัดดาฟี ด้วยมติ 10-0 โดยมีชาติที่งดออกเสียง 5 ชาติ ได้แก่ รัสเซีย จีน บราซิล เยอรมนี อินเดีย เมื่อวันที่ 17 มี.ค.54 ที่ผ่านมา
ปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้มีชื่อว่า Operation Odyssey Dawn สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารอย่างจำกัด ทั้งตามคำแถลงการณ์ของประธานาธิบดี โอบามา ของสหรัฐฯ เอง และ รูปแบบของการปฏิบัติการเองทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติการครั้งนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งรีบและบนความ ไม่พร้อม ของสหรัฐฯ เอง ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นเป็นผู้ร่วมในการให้การสนับสนุน
มาถึงตรงนี้หลายๆ ท่านอาจจะมองว่าทำไมผมถึงให้น้ำหนักสหรัฐฯ ในการกำหนดทิศทางของการปฏิบัติการทางทหาร ที่ผมให้น้ำหนักไปที่สหรัฐฯ เพราะปัจจุบัน สหรัฐฯ มีปัจจัยที่เอื้อต่อการส่งทหารออกไปทั่วโลก ด้วยปัจจัยดังนี้คือ ในระดับนโยบาย สหรัฐฯ เป็นประเทศทีมีความชัดเจนในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่รักษาผลประโยชน์นอกประเทศ
อีกทั้งกฏหมายได้ให้อำนาจประธานาธิบดี ในการรักษาผลประโยชน์นอกประเทศ นอกจากนี้ สหรัฐฯ เอง ยังมีกองทัพที่มีกำลังพล 5 เหล่าทัพ (กองทัพบก เรือ อากาศ นาวิกโยธิน และ รักษาฝั่ง) พร้อมกองกำลัง National Guard และ กำลังสำรอง ประมาณ 2 ล้านนาย

ไม่เพียงแต่ความพร้อมในระดับนโยบาย และ ทางกองทัพมีกำลังพลจำนวนมากแล้ว สหรัฐฯ ยังมีประสบการณ์ในการนำกำลังทหารออกปฏิบัติการหลายพื้นที่ในโลก จวบมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมีเหล่าทัพที่มีความสามารถออกไปปฏิบัติการได้ทั่วโลกที่มีความสามารถดูแล ตัวเองได้ 60 วันโดยไม่มีการสนับสนุนจากภายนอก จำนวน 3 หน่วย นั่นคือ
กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ (Marine Expeditionary Force) โดย กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ จะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารทางบก และทางอากาศ และมีหน่วยงานส่งกำลังของตนเอง ซึ่งเมื่อประกอบกำลังกับกำลังทางเรือ เช่น เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือลำเลียงพล และ รวมถึงเรือยกพลขึ้นบก จะทำให้ กองกำลังนาวิกโยธินปฏิบัติการนอกประเทศ เป็นหน่วยที่มีความพร้อมทั้ง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ในตัวเอง ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่ไม่มีประเทศไหนมีได้เท่า
อย่างไรก็ตามการที่สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกแต่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของสหรัฐฯ กับไม่เอื้ออำนวยให้ส่งกำลังเข้าปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย เนื่องจาก ปัจจุบัน สหรัฐฯมีกำลังทหารอยู่ในอิรักประมาณ 90,000 นายเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้กำลังทหารลดลง อีกทั้งยังมีกำลังทหารอยู่ในอัฟกานิสถานประมาณ 90,000 นาย โดยในอิรัก สหรัฐฯ เป็นผู้จัดกำลังรับผิดชอบหลัก
ส่วนในอัฟกานิสถาน จะเป็นการจัดกำลังภายใต้กรอบของ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO) ภายใต้ชื่อ International Security Assistance Force : ISAF การที่สหรัฐฯ คงกำลังทหารไว้ในอิรัก และอัฟกานิสถาน
ทำให้สหัฐฯ ถูกตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ สูญเสียชีวิตคนสหรัฐฯไป 4,430 คนในอิรัก บาดเจ็บ 36,395 คนและสูญเสียชีวิตคนสหรัฐฯไป 1,412 คนในอัฟกานิสถาน บาดเจ็บ 10,468 คน เพื่ออะไร ทำให้แรงผลักดันในประเทศให้ถอนกำลังออกจากทั้ง 2 ประเทศ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ดีและแข็งแกร่งอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
ไม่เพียงแต่ข้อจำกัดเรื่องกำลังที่คงไว้ใน อิรักและอัฟกานิสถานแล้ว สหรัฐฯ เองยังมีแนวคิดในการทำสงครามที่ว่า Two-Major Theater War หรือความสามารถที่จะเปิดสนามรบพร้อมกันได้ 2 สนามรบ แต่ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ สหรัฐฯ จึงได้กำหนดสนามรบออกเป็น 3 ประเภทคือ
* พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (Large Theater War: LTW)
* พื้นที่ทีมีความขัดแย้งขนาดเล็กที่มีข้าศึกมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง (STW High-Technology)
* พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดเล็กในพื้นที่ปิด พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าภูเขา (STW Low Intensity)
โดยยามปกติ สหรัฐฯ จะบรรจุกำลังพล ที่กองบัญชาการภาคพื้นยุโรป (Command: EUCOM) 100,000 นาย ที่กองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Command: PACOM) 100,000 นาย และที่กองบัญชาการภาคพื้นกลาง (Central Command: CENTCOM) 40,000 นาย ถ้ามีความขัดแย้งในแต่ละภูมิภาคการประกอบกำลังดังต่อไปนี้
- พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (LTW): 9 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 12 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 6 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
- พื้นที่ทีมีความขัดแย้งขนาดเล็กที่มีข้าศึกมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง (STW High-Tech): 1 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 5 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 3 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
- พื้นที่ที่มีความขัดแย้งขนาดเล็กในพื้นที่ปิด พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าภูเขา (STW Low-Intensity): 3 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน 3 กองบินต่อสู้/ขับไล่ 1 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
โดยที่ทั้งหมดจะมีกองหนุน 9 กองพลทหารราบ/นาวิกโยธิน และ 2 กองเรือบรรทุกเครื่องบิน
แนวความคิดใหม่นี้ได้ปรับเปลี่ยนสมมุติฐาน จากโอกาสที่จะเกิด พื้นที่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ สองพื้นที่ มาเป็นความขัดแย้ง มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากว่า หนึ่งพื้นที่ ณ เวลาหนึ่ง แต่กรอบของความขัดแย้งต่างกัน บางพื้นที่ อาจจะมีความขัดแย้งในลักษณะ LTW, STW High-Tech หรือ STW Low-Intensity เพราะฉะนั้นการเตรียมกำลัง และ ประกอบกำลังขึ้น ตามสมมุติฐานใหม่นี้จะมีความอ่อนตัวมากขึ้น และอาจทำให้ กองทัพสหรัฐฯ มีขีดความสามารถที่จะทำการรบในพื้นที่ความขัดแย้งมากกว่า 1 พื้นที่ในเวลาเดียวกัน
จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความสามารถในการส่งกำลังออกนอกประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดที่มีคือ การมีกองกำลังคงอยู่ในอิรัก และ อัฟกานิสถาน ทำให้การเปิดสนามรบที่ 3 นั้นเป็นไปได้แต่สนามรบที่ไม่ต้องใช้กำลังพลมาก ทำให้ส่งผลสะท้อนไปยังการปฏิบัติการ Operation Odyssey Dawn ว่าสหรัฐฯ จะไม่ส่งกำลังทหารเข้าไป และจะปฏิบัติการทางทหารอย่างจำกัด ส่วนประเทศอื่นๆ นั้น มีข้อจำกัดนานาประการ เช่น ประเทศในสหภาพยุโรป ต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจ และมีกองกำลังของตนเองอยู่ใน อัฟกานิสถาน ทำให้ไม่ง่ายที่จะเป็นผู้นำในการนำกองกำลังทางบกเข้าสู่ลิเบีย
ดังนั้นการปฏิบัติ Operation Odyssey Dawn ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงมีความเป็นไปได้ 3 แนวทางหลังจากการทิ้งโจมตีทางอากาศและ การโจมตีโดยขีปนาวุธร่อน ดังปรากฏในภาพที่ 1 และ มีรายละเอียดดังนี้

1. แนวทางที่ 1 : นำกำลังจากสหรัฐฯ หรือ นานาชาติ เข้าสู่ลิเบีย ซึ่งหากแนวทางนี้เกิดขึ้น กำลังหลัก ที่นำเข้าจะมีโอกาสน้อยมากที่เป็น สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ ใช้ทหารไปในอิรัก และอัฟกานิสถาน เกือบ 200,000 นาย แต่ก็อาจะมีความเป็นไปได้ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังไม่มีความพร้อมในการเปิด สนามรบ แห่งที่ 3 ด้วยเงื่อนไขหลาย ประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการถอนกำลังในตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมีความยุ่งยากในเชิงปฏิบัติ เพราะต้องเตรียมการโดยใช้เวลานาน
2. แนวทางที่ 2 : การใช้สงครามนอกแบบ โดยจัดตั้งกองโจร แนวทางนี้เป็นแนวทางที่มีโอกาสมาก แนวทางหนึ่ง เพราะ สหรัฐฯ อาจจะสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ สะดวก ข้อจำกัดที่จะเกิดขึ้นคือหน่วยที่รับผิดชอบในเรื่อง ของสงครามนอกแบบของสหรัฐฯ ในพื้นที่ของลิเบีย ปัจจุบันมีภารกิจ บางส่วนหรือ เพิ่งจบภารกิจจาก อัฟกานิสถาน เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ต้องใช้เวลา ฟื้นฟู และ ปรับกำลังใหม่ แต่ก็ใช้เวลานานในการดำเนินการกว่าจะประสบความสำเร็จ
3. แนวทางที่ 3 : การใช้กำลังจับตัวผู้นำ แนวทางนี้เป็นเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มี โอกาสมากอีกแนวทางหนึ่ง เพราะ สหรัฐฯ สามารถใช้หน่วยปฏิบัติการ พิเศษ เข้าดำเนินเนินการจับกุมผู้นำได้ โดยใช้เวลาในการปฏิบัติไม่นานมากนัก การปฏิบัติตามแนวทางนี้ต้อง ได้รับการสนับสนุนและยินยอมจาก นานาประเทศ ที่สำคัญหลังจากการจับคุมแล้ว ต้องหาแนวทางดำเนินการต่อ เพราะอาจทำให้ ความสมดุลย์ทาง การเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนบนมีการเปลี่ยนแปลง
ด้วยข้อจำกัดที่จากที่กล่าวมาในข้างต้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจว่า หลายประเทศที่เข้าร่วมเล่นในสถานการณ์นี้จะมีแนวทางอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร ราคาน้ำมันก็คงขึ้นต่อไป และ ความสงบสุขในกลุ่มประเทศอาหรับก็ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะไปสู่จุดยุติ อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะยุติอย่างไร สถานการณ์เหล่านี้คงได้ยุติชีวิตคนไปอีกหลายชีวิต นี่แหละอำนาจและผลประโยชน์ …………..เอวัง ครับ