บทความที่ได้รับความนิยม

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Asia Alone เอเชียสู่ความเป็นหนึ่ง ภายใต้การนำของจีนและอาเซียน

ทุกวันนี้การพูดถึง “ศตวรรษแห่งเอเชีย” หรือ “การพุ่งทะยานของเอเชีย” ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกแล้ว ภาพฝันของเอเชียที่จะผงาดขึ้นมาทัดเทียมกับอารยธรรมตะวันตก โดยอาศัยหัวรถจักรทางเศรษฐกิจของจีนเป็นแกนหลัก กำลังเริ่มกลายเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในแง่ของกรอบความร่วมมือระดับเอเชีย ในส่วนของประเทศไทยรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา เราก็เห็นกระแส “ประชาคมอาเซียน” อย่างคึกคักตามหน้าสื่อ และในระดับที่กว้างกว่านั้นเราก็เห็นชื่อย่อความร่วมมืออย่าง ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 รวมถึง TPP บ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
Simon Tay ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกฎหมายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง National University of Singapore และประธานสถาบัน Singapore Institute of International Affairs (SIIA) เขียนสรุปวิวัฒนาการด้าน “ความแตกแยก-การรวมตัว” ของเอเชียไว้ในหนังสือ Asia Alone: The Dangerous Post-Crisis Divide from America ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
Asia Alone

ความหลากหลายของเอเชีย

เอเชียเป็นทวีปที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก แม้ว่าจะมี “จุดร่วม” บางอย่างที่ชาติต่างๆ อาจมีร่วมกัน เช่น การนับถือพระพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออก หรือ การนับถือศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันตก-ใต้-ตะวันออกเฉียงใต้ และวัฒนธรรมมลายูในคาบสมุทรอินโดจีนตอนใต้ แต่สายใยเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมเหล่านี้ก็เป็นการเชื่อมโยงที่เปราะบาง และไม่เคยสร้างความเป็นเอกภาพในกับเอเชียได้เลย
ในประวัติศาสตร์ของเอเชีย ความพยายามในการ “รวม” เอเชียเข้าด้วยกันและประสบความสำเร็จอยู่บ้างมีเพียง 2 ช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงแรกคือความรุ่งเรืองของราชวงศ์หมิงตอนต้น กองเรือจีนที่นำโดยนายพลเจิ้งเหอทำให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียต้องยอมสยบและส่งบรรณาการให้กับจักรวรรดิจีน (แต่จีนเองก็ไม่ได้คิดผนวกดินแดนเหล่านี้มาเป็นอาณานิคมเช่นกัน) และช่วงที่สองคือการแผ่อำนาจทางทหารของญี่ปุ่นช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งญี่ปุ่นสามารถครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่ของเอเชียตะวันออกได้ในช่วงเวลา หนึ่ง
แนวคิดเรื่อง “เอเชียที่เป็นหนึ่ง” ถูกคิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นำโดยนักคิดของญี่ปุ่น ประเทศที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก แต่ได้รับการปฏิรูปให้ทันสมัยอย่างตะวันตก ญี่ปุ่นในขณะนั้นมองว่าเอเชียสามารถยิ่งใหญ่ได้ทัดเทียมกับชาติตะวันตกเช่น กัน
ผู้นำประเทศอื่นๆ ในช่วงปลายสมัยอาณานิคมก็มีความคิดลักษณะเดียวกันนี้ เช่น รพินทรนาถ ฐากูร ปราชญ์ชาวอินเดีย หรือ ดร.ซุนยัตเซ็น ผู้ปฏิวัติราชวงศ์ชิงที่นำเสนอแนวคิดเอเชียรวมกันเพื่อต้านตะวันตก
แนวคิดเหล่านี้เป็นพื้นฐานของขบวนการปลดปล่อยอาณานิคมของเอเชียในช่วง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงแม้ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้แก่มหาอำนาจตะวันตกในบั้นปลาย แต่ก็พลังอำนาจทางการทหารของญี่ปุ่นก็จุดประกายให้ชาติอื่นๆ ในเอเชียได้ประจักษ์ว่า เอเชียสามารถเอาชนะตะวันตกได้ และดิ้นรนเพื่อเอกสารและอิสรภาพของตน

เอเชียกับสหรัฐอเมริกา

เอเชียหลังสงครามโลกครั้งที่สองถูกปกคลุมด้วยกระแสของสงครามเย็น สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียจึงเป็นเรื่องการเมืองของขั้วอำนาจเป็น หลัก แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาชนะสงครามเย็น เศรษฐกิจเสรีกลายเป็นนโยบายมาตรฐานของเอเชีย (แม้ในประเทศที่เป็นอดีตคอมมิวนิสต์เดิม) ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มแปรเปลี่ยนให้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมาก่อน การเมือง
อย่างไรก็ตาม ประเทศในเอเชียกลับค้าขายตรงสู่สหรัฐอเมริกา มากกว่าจะค้าขายกันเองในภูมิภาค ทำให้เศรษฐกิจและการเมืองของเอเชียช่วงก่อนปี 2000 ต้องพึ่งพาอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรอบความร่วมมือ APEC นั้นไม่ได้เป็น “เรื่องของเอเชีย” เพราะมีสหรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยว จนต้องขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วย บางประเทศในเอเชียนั้นมีสายสัมพันธ์กับอเมริกาที่แนบแน่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน รวมไปถึงสิงคโปร์และไทยซึ่งเป็นพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น (ผ่าน SEATO ที่กลายมาเป็น ASEAN ในภายหลัง) ส่วนประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่แม้จะไม่ชอบอเมริกา มากนักในแง่การเมือง แต่ก็ยังจำเป็นต้องค้าขายกับอเมริกาภายใต้โมเดลเศรษฐกิจเน้นการส่งออกเช่น เดียวกัน
กล่าวโดยสรุปก็คือ โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียช่วงหลังสงครามโลกถึงช่วงประมาณ ปี 2000 อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐเพียงประเทศเดียว
แต่ในช่วงเวลานั้นก็มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่ทำให้สหรัฐเริ่มเหินห่างกับเอเชีย
เหตุการณ์แรกคือ วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 เริ่มทำให้เอเชียตระหนักถึง “ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ” จากภายนอกภูมิภาค ประเทศที่เป็นผู้นำกระแสนี้คือมาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่ปฏิเสธความช่วยเหลือของ IMF และพยายามสร้างกลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจภายในเอเชียขึ้นมาทดแทน (ภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอเชียจึงเริ่มร่วมมือกันภายใต้กรอบ ASEAN+3
เหตุการณ์ที่สองคือ การก่อการร้าย 9/11 ที่พลิกโฉมนโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง ความสนใจของอเมริกาภายใต้รัฐบาลบุชมุ่งไปที่ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” (War Against Terror) จนทำให้อเมริกาเริ่มเสียความชอบธรรมบางอย่างไป (เช่น คุกลับที่กวนตานาโม ซึ่งทำลาย “จริยธรรมแบบอเมริกา” ที่เคยสร้างภาพไว้)
สงครามต่อต้านการก่อการร้ายทำให้อเมริกากลายเป็นตัวปัญหาในสายตาของชาว มุสลิมในเอเชีย และการโฟกัสไปที่สงครามก็ทำให้อเมริกาละเลยความสัมพันธ์อันยาวนานกับภูมิภาค เอเชียตะวันออกไป ผู้นำสหรัฐเริ่มไม่เข้าร่วมประชุมความร่วมมือในระดับเอเชียอย่าง APEC
ทศวรรษ 2000 ที่เอเชียเริ่มผนึกกำลังกันเพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจ ผนวกกับความเหินห่างกับสหรัฐ ทำให้การค้าภายในเอเชียเพิ่มขึ้นมาก เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชียอย่างจีนและอินเดียเริ่มสะสมความมั่งคั่งและ เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเมื่อโลกตะวันตกต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ช่วงปี 2008 ยิ่งขับเน้นให้เห็นว่าบทบาทของเอเชียต่อเศรษฐกิจโลกสำคัญมากเพียงใด
ทิศทางของเอเชียในศตวรรษหน้านั้นชัดเจนว่าจะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในขณะที่อเมริกาก็ด้อยกำลังลง คำถามก็คือ ใครจะเป็น “ผู้นำ” ของเอเชียในยุคถัดไป?

ผู้นำแห่งเอเชีย: จีนและอาเซียน

Simon Tay มองว่า ผู้นำแห่งเอเชียในอนาคตคือ จีน และอาเซียน
กรณีของจีนนั้นแจ่มชัดว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนเข้มแข็ง ชนิดหาใครมาต่อกรได้ยากในเอเชีย แต่จีนก็มีจุดอ่อนที่ว่าชาติอื่นๆ ในเอเชียก็เกรงกลัวอิทธิพลของจีน และไม่กล้าสนิทชิดเชื้อด้วยมากนัก เพราะเกรงว่าจีนจะเป็นเหมือนอเมริการายใหม่
ช่องว่างเรื่องการยอมรับประเทศมหาอำนาจใดในเอเชียเป็น “ผู้นำ” จึงเป็นโอกาสของ “อาเซียน” ในฐานะองค์กรความร่วมมือที่เข้มแข็งที่สุดในเอเชีย มีความเป็นกลางและไม่มีประเทศใดเป็นผู้นำที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม อาเซียนเองก็มีปัญหาภายในมากมาย เช่น ความขัดแย้งภายในหมู่สมาชิก และความยากจน-ความไม่พร้อมทางเศรษฐกิจของชาติสมาชิก ที่กลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งไม่ให้อาเซียนพุ่งทะยานดังที่ฝัน
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีนนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เอเชียที่มีอาเซียนและจีนเป็นแกนกลางเริ่มถูกสร้างขึ้น โดยมีประเทศมหาอำนาจโดยรอบทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย คอยแวดล้อมอยู่ภายนอก (ภายใต้กรอบความร่วมมือ ASEAN+6)
อย่างไรก็ตาม อาเซียนกับจีนก็ยังมีปัญหาทางการเมืองระหว่างกันในหลายประเด็น โดยประเด็นที่สำคัญคือการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งจะกลายเป็นชนวนรอยร้าวทำให้จีนและอาเซียนรวมตัวกันได้ไม่แนบแน่นเท่าที่ ควร ดังนั้นจีนและอาเซียนต้องเร่งปรับความสัมพันธ์เหล่านี้ เพื่อเป็นรากฐานสู่ความรุ่งเรื่องของเอเชียในอนาคตต่อไป